เราคงไม่อาจฟันธงว่าจบแล้วสมัครงานเลย หรือ จะทำอะไรที่อยากทำก่อนจึงตั้งหลักสมัครงาน  อะไรดีกว่ากันเพราะแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายและข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป แต่เราจะขอนำเสนออีกมุมหนึ่งที่เด็กจบใหม่อาจจะนำไปเป็นแนวทาง ว่าเมื่อเรียนจบแล้วสิ่งที่น่าสนใจจะทำก่อนการสมัครงานมีอะไรบ้างส่วนใครจะเลือกไปใช้อันนี้ขอให้พิจารณาความพร้อมของตัวเองเป็นหลักจ้า

อย่างแรก  เรียนรู้เสียงของหัวใจตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก  บางคนลืมตั้งคำถามนี้ตลอดเวลาที่เรียนมา 4-6 ปี การรู้สิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ชอบ ตลอดทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง จะทำให้สามารถพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น และรู้ว่าคุณเหมาะกับงานที่อยากทำไหม ถ้ายังจะทำยังไงให้สามารถมีทักษะความสามารถนั้นๆเพื่อจะได้ไม่ผิดหวังเมื่อไปสมัครงาน  คนที่ข้ามขั้นตอนนี้ไปมักพบเจอกับสิ่งที่คุณจะทรมานในชีวิตการทำงานที่ไม่ตรงจริต

ตั้งธงในใจว่าบริษัทหรือประเภทงานไหนที่คุณอยากเข้าไปมีส่วนร่วม ควรทำตั้งแต่ยังเรียนไม่จบก่อนที่จะมาเจอโลกความเป็นจริง  ควรไปหาทำงาน Part-time ที่เกี่ยวข้องทำ  หรือถ้ามันข้ามเวลานั้นมาแล้วใช้ช่วงเวลาที่เพิ่งจบนี้ละสมัครทำงานในลักษณะที่ไม่ใช่งานประจำในหลายๆที่ก่อนเลือกที่จะสมัครที่ที่คุณสนใจ การมองหาองค์กรที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง อย่าเน้นเพียงแค่เงินเดือน  แต่มองหาว่าคุณจะเข้าไปเป็นส่วนที่ทำให้องค์กรนั้นขับเคลื่อนได้อย่างไรจะดีกว่า อย่าให้ไฟแห่งการทำงานของคุณมอบลงเพราะเงินเพียงตัวเดียว    อย่าฝันว่าฉันจะเข้าบริษัทยักษ์ใหญ่ เงินเดือนสูง อย่างเดียว ลองทำงนกับองค์กรเล็กๆที่คุณจะได้เรียนรู้หลายๆสิ่งก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย   แต่จำไว้การเข้าไปทดลองแล้วลาออกบ่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องดี

หาประสบการณ์ที่ยังไม่เคยเจอ เช่น การไปเมืองนอกคนเดียวในดินแดนที่ต่างวัฒนธรรม ไปเรียนรู้คนในโลกอีกมุมที่มีความคิดอ่านต่างจากคุณ ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ในดินแดนที่คุณต้องเอาตัวรอดเป็นการฝึกการอยู่กับคน ในสังคมที่ดี ว่าแต่เงินที่จะเอาไปเมืองนอกนั้นมาจากไหน ควรไม่เป็นภาระของพ่อแม่นะ ควรมาจากการเก็บของคุณเอง คิดง่ายๆนะ ถ้าเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี เท่ากับ 365*4  = 1460 วัน เก็บเงินวันละ 20 บาท ได้เงิน  29,200 บาท เงินนี้สามารถไป ญี่ปุ่น ไต้หวัน  ฮ่องกง  หรือ ยุโรปแบบประหยัดได้เลยนะ

ทำงานอาสาให้รู้จักการแบ่งปันเป็นอีกหนึ่งอย่างที่อยากให้คนรุ่นใหม่ได้ลองเข้าไปมีประสบการณ์แม้ว่าในการสมัครงานนั้นถ้าคุณสามารถเข้าไปสู่องค์กรที่มีการทำ CSR คุณจะได้มีโอกาสช่วยสังคมแต่มันคงต่างกันเพราะนี้คือการทำงานอาสาตามที่คุณสนใจ การที่เรามีโอกาสทางการศึกษาจบมหาวิทยาลัย จบในระดับอุดมศึกษาเรานั้นได้รับโอกาสทางสังคมแล้วหยิบยื่นโอกาสให้สังคมบ้างน่าจะเป็นการยกระดับจิตใจของเรานะ

Please follow and like us: