ชวนมาส่อง งานแสนสุขใจทำแล้วได้เที่ยวด้วย

หลายคนบอกว่าการไปเที่ยวเมืองนอกกับการไปอยู่เมืองนอกหรือทำงานเมืองนอกนั้นต่างกัน ซึ่งเราเห็นด้วยแต่สำหรับคนที่ชอบการผจญภัยชอบพาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความแตกต่างจากความคุ้นเคยการได้ไปทำงานเมืองนอกก็เหมือนการได้เที่ยว และปลุกพลังชีวิตให้กับเขาไม่น้อยเลย ใครที่กำลังมองหาช่องทางหางานที่เมืองนอกลองมาดูสิว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่เมื่อได้ทำแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวต่างแดน อาจเป็นแนวทางให้การหางานในอนาคตของคุณก็เป็นได้ การไปทำงานต่างแดนตอนนี้ก็ทำได้ง่ายขึ้น คนหางานอาจจะได้ไอเดียดีๆนำไปปรับใช้กับการหางานของคุณก็เป็นได้

นักบิน  อาชีพที่นำพาผู้คนไปเยือนต่างแดนและตัวของนักบินก็ต้องเดินทางไปในที่ต่างๆทั่วโลก ในระหว่างพักจากการบินสิ่งที่ดีที่สุดนอกจากการพักผ่อนคือการออกท่องเที่ยวเรียกได้ว่าอาชีพนี้สามารถเก็บสะสมประสบการณ์ในต่างแดนได้มากทีเดียว

พนักงานบนเครื่องบิน  แอร์โฮสเตสและสจ๊วต ที่เดินทางไปหลายประเทศ หลายทวีป ไปเปิดหูเปิดตาหลายที่ บางทีอาจจะซื้อตั๋วเดินทางนอกเวลางานได้ในราคาที่ถูกลงอีกด้วย เป็นโอกาสให้ได้ไปเที่ยวต่างแดนได้ด้วย

ไกด์  นอกจากจะได้ไปเที่ยวหรือเป็นอาชีพของคนรักการท่องเที่ยวแล้วยังสามารถเพิ่มรายได้ด้วยการเป็น  นักเขียนบทความท่องเที่ยว หรือที่เรียกกันในวงการว่า Travel Blogger เปลี่ยนการไปเยือนต่างแดนของคุณให้เป็น Content  สุดปัง สามารถบอกเล่าเรื่องราวสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร การใช้ชีวิต สถานที่สำคัญของต่างแดนให้ผู้คนได้รับรู้ นอกจากจะสนุกในการเล่าเรื่องในมุมของคุณแล้วยังเพิ่มรายได้ให้คุณอีกด้วย

งานบนเรือสำราญ  ที่ร่องไปทวีปต่างๆครั้งละหลายเดือน และมีช่วงเวลาที่เรือเทียบท่าในเมืองต่างๆ บนเรือมีหลายตำแหน่ง เช่น พนักงานทำความสะอาด บริกร บาร์เทนเดอร์  ได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่สูงแรกกับการทำงานหนัก และก็ยังได้ประสบการณ์และเรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ได้ทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลายวัฒนธรรมเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ

งานอิสระที่พกคอมไปทำที่อื่นได้   เรียกว่าเป็นงานงานฟรีแลนซ์นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นงาน สายเขียน สายแปล สายปรู๊ฟ สายวาด สายกราฟฟิค ก็สามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต หรือสายที่ฮิปๆหน่อยคงต้องบอกว่าต้องมีกาแฟดีๆ และ อินเตอร์เน็ตแรงๆ ถ้าครบที่ไหนก็เป็นที่ทำงานได้ ไม่ว่าริมชายหาด กลางลานสกี ข้างน้ำตก ก็ไม่เป็นอุปสรรค

หากคุณกำลังหางานลองพิจารณาอาชีพที่หลากหลายเหล่านี้ดูอาจเป็นอาชีพที่คุณชอบหรือได้ลองทำแล้วชอบก็เป็นได้ ทดลองสิ่งใหม่ๆดูบ้างอาจพบงานที่กำลังรอคอยอยู่ก็เป็นได้

 

{ Comments are closed }

ขั้นตอนสู่การสมัครงานรับราชการ ทำอย่างไรมาดูกัน

กระบวนการในการเข้ารับราชการนั้นมีกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนานและใช้เวลานานพอสมควรเพราะมีหลายขั้นตอน หลายคนยังคงไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าเมื่อต้องการสมัครงานราชการต้องเริ่มจากจุดใดก่อน วันนี้เราขออาสามาไขข้อข้องใจให้กับคนที่ต้องการสมัครงานรับราชการกันว่าเส้นทางในการเริ่มต้นอาชีพข้าราชการต้องทำอย่างไร

 

  1. ทำความรู้จักกับการสอบ ก.พ. ซึ่งเป็นชื่อเรียก การคัดเลือกบุคคลในระดับวุฒิการศึกษา และสาขาวิชาชีพที่แตกต่าง เพื่อเข้ามาทำงานให้กับหน่วยงานราชการ ดำเนินการจัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเรียกได้ว่า การสอบพื้นฐานของเหล่าว่าที่ข้าราชการ โดยในการดําเนินการสอบแข่งขันฯ ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป(ภาค ก.) สําหรับผู้ที่ไดรับวุฒิระดับ ต่ำกว่าปริญญาตรี วุฒิปริญญาตรี และวุฒิปริญญาโท ทุกสาขาวิชา จะประกาศรายละเอียดการรับสมัคร ให้ทราบทางเว็บไซตของสํานักงาน ก.พ. ที่ http://job.ocsc.go.th
  2. เข้าใจเกี่ยวกับการสอบ ก.พ. แบ่งการสอบทั้งหมดออกเป็น 3 ภาค ด้วยกัน เรียกว่า ภาค ก ,ภาค ข และ ภาค ค

โดย ภาค ก คือ การสอบภาคความรู้ ความสามารถทั่วไป  หากผลสอบออกมาผ่านเกิน 60% จึงจะสามารถสอบเข้า ภาค ข. ต่อไปได้ และเมื่อสอบผ่าน ภาค ก. นี้ ทางสำนักงาน ก.พ. จะออกหนังสือรับรองการสอบผ่านให้  โดยหนังสือรับรองที่ว่านี้ คุณสามารถนำไปใช้สมัครข้าราชการได้ และไม่มีวันหมดอายุ   สอบ

ภาค ข คือ การสอบภาคความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ซึ่งเป็นการสอบข้อเขียน เน้นวิชาชีพเฉพาะตามที่ได้เรียนมา การสอบ ภาค ข. จะมีการประกาศออกมาเพื่อเปิดรับสมัครสอบว่าสอบในหัวข้อใดบ้าง โดยส่วนใหญ่จะเป็น พรบ. ที่ต้องรู้ ข้อปฏิบัติที่หน่วยงานจัดสอบ และความรู้เฉพาะตำแหน่ง เช่น คอมพิวเตอร์ นักพัฒนาชุมชน เป็นต้น โดยในส่วนของ ภาค ข. นี้ การสอบมักจะเป็นหน่วยงานที่เราต้องการไปสมัครเปิดสอบเสียมากกว่า

ภาค ค คือ การสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง เป็นการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ

  1. ก่อนสมัครต้องตรวจสอบคุณสมบัติขั้นต้น คุณควรตรวจสอบโดยตรงกับทางหน่วยงานนั้นๆ ว่าต้องการคะแนนสอบอะไรบ้าง บางแห่งต้องการคะแนน ภาค ก บางแห่งไม่ต้องการ บางแห่งกำหนดว่าต้องมีคะแนนการทดสอบภาษาผ่านเกณฑ์ บางแห่งระบุสมรรถนะของร่างกาย เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำหรับการเตรียมความพร้อมในการสอบ
  2. คำแนะนำในการเตรียมตัวสอบ  ควรศึกษาหลักสูตรของการสอบและแนวข้อสอบให้ละเอียด  หากมีหนังสือหรือตำราที่ดีและตรงกับแนวข้อสอบ ให้ฝึกทำ และทำความเข้าใจมากกว่าการท่องจำ  อย่าลืมหาโอกาสเข้าสอบวิชาความรู้เพื่อเป็นการทดสอบตนเอง

หากผู้สมัครสอบสามารถสอบผ่านด่านแรกคือได้คะแนน ภาค ก เกิน 60%  จะได้รับหนังสือการรับรองเรื่องสอบผ่านจากทางหน่วยงาน ก.พ.  จากนั้นให้ผู้สมัครติดตามข่าวสารที่น่าสนใจของทางหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เปิดรับสมัคร  และยื่นคะแนนสำหรับการสมัครสอบในตำแหน่งที่ตรงกับคุณสมบัติของคุณ จากนั้นเมื่อผ่านภาค ข และ ค จะมีการขึ้นบัญชีรายชื่อไว้ส่วนใหญ่มีอายุ 2 ปี โดยเรียงตามคะแนนสอบ เมื่อตำแหน่งที่สอบได้ว่างลงจะมีการเรียกผู้ที่ขึ้นบัญชีไปรับราชการ

 

{ Comments are closed }

สอบเข้ารับราชการให้ประสบความสำเร็จต้องทำยังไงมาดูกัน

การสอบเข้ารับราชการนั้นยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้จะมีการเปิดสอบอยู่บ่อยครั้งแต่ก็น้อยคนที่จะประสบความสำเร็จในการสอบเข้ารับราชการ เพราะอัตราการรับเข้าบรรจุนั้นเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครงานราชการบางตำแหน่งอาจมีอัตรา 1:1000  เลยทีเดียว ดังนั้นการเตรียมตัวเพื่อการสอบเข้ารับราชการจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้เลยสำหรับผู้ที่มีใจรับในการอยากทำงานเพื่อส่วนรวม  ผู้มีประสบการณในการสอบและประสบความสำเร็จในการสอบเข้ารับราชการมีข้อแนะนำดีๆมาฝากกัน หวังว่าจะทำให้หลายคนที่กำลังจะสอบนำไปใช้ประโยชน์ได้

  1. ควรรีบไปสมัครสอบหากสมัครสอบได้ในวันแรกที่เปิดรับสมัครงานจะดีมาก เพราะเวลาในการสมัครที่ต่างกันก็อาจทำให้คุณพลาดการได้งาน เนื่องจากการสมัครสอบมีส่วนสำคัญมาก เพราะหากสอบได้แล้วลำดับในการเรียกบรรจุจะเรียกจากผู้มีคะแนนมากกว่า แต่เมื่อมีผู้มีคะแนนเท่ากันจะเรียงจากผู้ที่สมัครก่อน
  2. การเตรียมตัวสอบ ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการสอบแข่งขัน เบื้องต้นมักมีหนังสือตำรา เกี่ยวกับการสอบแข่งขันมากกมายออกมาวางขาย ซึ่งเป็นการประมวลข้อสอบเก่าและแนวโน้มของสอบ ในช่วง 2 เดือนก่อนสอบควรที่จะมีการเตรียมตัว โดยต้องเตรียมให้พร้อมทั้งในส่วนของข้อสอบทั่วไป การทำความรู้จักกับหน่วยงานที่เราสมัครสอบ  ผู้เตรียมตัวสอบอาจจะเริ่มจากการอ่านหนังสือแบบกว้างไม่เน้นจุดสำคัญไปก่อนแต่เมื่อเหลือเวลา 1 เดือนก่อนสอบควรที่จะเจาะประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้มีความแม่นยำในการทำสอบมากขึ้น
  3. ศึกาข้อมูลเฉพาะของแต่ละหน่วยงานราชการก็มีความสำคัญ ควรทำความเข้าใจศึกษาให้ละเอียด เช่น ภารกิจหลักขององค์กร อำนาจหน้าที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวนโยบาย วิสัยทัศน์  ฯลฯ
  4. ซ้อมทำข้อสอบให้ทันเวลา ทำด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง ฝึกฝนเทคนิคการทำข้อสอบที่ประหยัดเวลาและเป็นทางลัดในการหาคำตอบ จะทำได้ต้องฝึกฝนบ่อยๆ ทดลองทำข้อสอบย้อนหลังให้มาก ผู้สมัครงานควรติดตามข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบันในรอบ 1 เดือน ให้เข้าใจ และ รวบรวมเรื่องที่น่าสนใจในรอบครึ่งปีที่ผ่านมามาทำความเข้าใจเพราะส่วยใหญ่จะปรากฏเป็นคำถามในข้อสอบ
  5. หากต้องเดาก็ต้องเดาอย่างมีประสิทธิภาพ พยายามเลือกข้อที่เป็นไปไม่ได้ออกอย่างน้อย 1 ข้อ จะช่วยได้มากขึ้น หากทำข้อสอบแล้วเหลือกที่หาคำตอบไม่ได้ราว 10 ข้อ ควรเลือกคำตอบเดียวกันทั้งหมด มากกว่าการเลือกคำตอบแบบกระจาย เช่น เลือกข้อ ค ทั้งหมด
  6. ควรเหลือเวลาอย่างน้อย 5 นาที ในการตรวจสอบกระดาษคำตอบ โดยพิจารณาการฝนรหัสประจำตัวการเขียนชื่อ การทำข้อสอบว่าครบถ้วนหรือไม่ ก่อนส่งกระดาษคำตอบ

 

{ Comments are closed }

รู้ไหมว่า HR เขาอ่านบุคลิกของผู้สมัครงานจาก E-mail ที่ส่งไป

การสื่อสารไม่ว่าผ่านช่องทางใดนั้นสะท้อนถึงตัวผู้ส่งสารได้ทั้งนั้น ในยุคที่การสื่อสารทำได้ง่ายแม้เรื่องที่เป็นทางการก็สามารถที่จะสื่อสารผ่านทาง e-mail ได้อย่างการสมัครงานที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครส่ง e-mail เพื่อสมัครงานโดยตรงไปยังองค์กรได้ หลายคนไม่ใส่ใจกับการเขียน e-mail สมัครงาน ทำให้พลาดโอกาสการได้งาน และคุณรู้หรือไม่มารยาทในการส่ง e-mail เป็นสิ่งสำคัญมากที่ฝ่ายบุคคลจะใช้เป็นปราการด่านแรกในการคัดกรองผู้สมัคร อย่าให้คุณคือหนึ่งคนที่พลาด   เพื่อให้การส่งอีเมล์ของคุณเป็นมืออาชีพมากขึ้น มาเรียนรู้เทคนิคและมารยาทในการส่ง e-mail สำหรับการสมัครงานกันเถอะ

  1. ต้องระบุชื่อเรื่อง

แย่ที่สุดคือ ใช้คำว่า “สมัครงาน”  อย่าว่างชื่อเรื่องใน e-mail ไว้ แบบนี้แสดงความไม่รอบคอบที่สุด  แต่ชื่อเรื่องที่ควรระบุเพื่อทำให้ฝ่าย HR ประทับใจ อาจใช้ว่า  สมัครงานตำแหน่ง………….  หรือ ใช้คำว่า ขอความกรุณาพิจารณาใบสมัครตำแหน่ง…………………

  1. เก็บชื่ออีเมล์ที่ดูน่ารักแต่ไร้สาระไปได้เลย

ควรใช้ชื่ออีเมล์ที่ทำให้เราดูน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพ ซึ่งควรจะมี ชื่อ-นามสกุล ไม่ควรใช้คำที่แสดงออกถึงความน่ารักหรือศัพท์แสลง เพราะถือว่าไม่เป็นทางการ ประเภท Jamenaruk@hotmail.com   หรือ nanlovetoon@hotmail.com ไม่ควรใช้    และอย่าลืมว่าไม่ควรใช้ e-mail ปัจจุบันที่ทำงานอยู่สมัครงานที่ใหม่

  1. ไปลามาไหว้ ก็ยังใช้ได้กับ e-mail

เริ่มต้นจากการเกริ่นแนะนำตัวก่อน แล้วบอกจุดประสงค์  และ สิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร เช่น อยากจะสมัครงานตำแหน่งอะไร  กล่าวถึงสิ่งที่ส่งมาพร้อม e-mail  บอกช่องทางการติดต่อตัวคุณ  อาจระบุข้อความว่าหากผู้รับได้รับแล้วกรุณา Reply หรือ ตอบกลับว่าได้รับ e-mail แล้ว จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง จะทำให้คุณสามารถติดตามความคืบหน้าของการส่ง e-mail สมัครงานได้และปิดท้ายด้วยการกล่าวว่า “จึงเรียนมาเพื่อขอความกรุณา”

  1. ชื่อไฟล์ที่แนบไปพร้อม e-mail สะท้อนระบบความคิด

การตั้งชื่อไฟล์สะท้อนให้เห็นว่าคุณมีระบบความคิดอย่างไร เพราะควรตั้งชื่อที่สะท้อนถึงเนื้อหาของเอกสาร และทำให้สืบค้นหาง่าย ตั้งชื่อไฟล์ด้วยความกระชับและชัดเจน หากมีการแก้ไฟล์หลายครั้ง ไม่ควรระบุว่าในชื่อไฟล์ให้ปรากฏต่อสายตาของผู้รับสมัคร เช่น ประวัติ แก้ 2 , เรซูเมล่าสุดแก้แล้ว มันดูลายตา แนะนำให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษและหากต้องการให้เอกสารเรียงลำดับควรระบุเลขที่ของเอกสารที่ชื่อไฟล์  เช่น 1_Profile_Somjai  , 2_Docunemt_Somjai  เป็นต้น

เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนกดส่ง  เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดควรอ่านทบทวนข้อความทั้งหมด  ตรวจเช็คตัวสะกด หลักไวยากรณ์ต่างๆ   ต้องตรวจสอบชื่ออีเมล์ของผู้รับให้ดี

 

{ Comments are closed }

แนะนำตัวช่วยเพื่อการหางานสำหรับเด็กจบใหม่ยุคดิจิทัล

ช่วงเวลาที่หนุ่มสาวหลายคนมีความสุขและปริเปรมใจคือการจบการศึกษา และได้ก้าวสู่การเป็นบัณฑิตใหม่ป้ายแดง แต่หลังจากการรับปริญญา โลกแห่งความจริง และ การทำงาน กำลังรอหนุ่มสาวหลายคนอยู่ ทั้งความท้าทายและความกดดัน รวมถึงประสบการณ์ชีวิตที่มหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาไม่อาจมอบให้คุณได้กำลังมารออยู่ตรงหน้า   เมื่อพูดถึงการทำงาน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการหางาน และสมัครงาน นี่คือเรื่องใหญ่สำหรับหลายๆคนที่ไม่มีประสบการณ์ แต่ก็เป็นโลกดีของหนุ่มสาวยุคดิจิทัล ที่มีบริการจัดหางานหลากหลายรูปแบบที่ตอบสนองความต้องการคุณได้เป็นอย่างดี ถ้าใครยังไม่เคยใช้บริการก็น่าจะลองดูเพื่อเพิ่มโอกาสการหางานให้ตัวเอง เรานะ 6 ตัวช่วยดีๆมาบอกกันมาดูได้เลย

  1. Linked In นอกจากจะไว้สำหรับแสดงประวัติการทำงานเพื่อหางานแล้ว Linked in ยังเป็นเหมือนเครือข่ายที่จะช่วยให้นักธุรกิจได้ต่อยอดและรู้จักผู้คนในแวดวงเดียวกัน อย่าได้พลาดการเข้าไปร่วมในสังคมของคนอาชีพต่างๆ ยิ่งถ้าคุณสมัครงานในตำแหน่งบริหารการไม่มี Profile ใน  Linked In ก็ดูจะทำให้ไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่
  2. JobsDB เป็นเว็บที่มีงานมากกว่า 20000 ตำแหน่ง รวบรวมรูปแบบงานที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นงานสำหรับคุณจบวุฒิการศึกษาที่หลากหลาย งานในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ
  3. Jobbkk   นำเสนอตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศ รวมถึงมีบอกเส้นทางการเดินทางไปทำงานที่แต่ละบริษัทด้วย อำนวยความสะดวกให้กับผู้หางานเป็นอย่างมาก
  4. Jobtopgun  โดยเด่นด้วยบริการ Super resume ที่จะช่วยทำให้การทำ Resume ของคนหางานมีประสิทธิภาพมีความครบถ้วนและน่าสนใจสำหรับนายจ้างที่กำลังมองหาคนมาร่วมงาน อีกทั้งยังมีการให้คำแนะนำในการหางานอีกด้วย
  5. Thaijobsgov  ใครอยากสมัครงานราชการต้องไม่พลาดการเข้าชมเว็ปไซด์นี้ เพราะได้รวมงานราชการจากทุกหน่วยงานอย่างอัพเดทไว้ให้เราได้ติดตามข่าวสารที่ไหนเปิดสอบอะไร ต้องเตรียมตัวยังไง มีคุณสบัติอย่างไรบอกไว้ทั้งหมด
  6. Jobthai มีตำแหน่งงานกว่า 100,000 อัตรา ครอบคลุมในทุกๆ สาขาอาชีพ นอกจากช่วยให้คนหางานง่ายขึ้นยังช่วยให้ฝ่าย HR หาคนทำงานได้ตรงตามความต้องการอีกด้วย

นอกจากเว๊ปไซด์ยังมีในส่วนของ Application มากมายหลากหลายที่ให้บริการเป็นตลาดงานนำคนที่หางาน และ องค์กรที่หาคน มาเจอกันไม่จำกัดเฉพาะงานประจำแต่ยังรวมถึงงาน Part time และงาน ที่จ้างแบบ Freelance ต้องบอกว่ายุคนี้มีเครื่องมือดีๆมาสนับสนุนคนหางานมากมาย คราวนี้ก็อยู่ที่ความตั้งในของคนหางานเองแล้วว่าจะศึกษาและใช้เครื่องมือเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร

 

 

{ Comments are closed }

หางานด้าน IT ตามแบบฉบับคนหางานยุค 4.0

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล มีความสำคัญต่อองค์กรเป็นอย่างยิ่ง คนทำงานที่เกี่ยวข้องกับ IT นั้นยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องยากในการหางานแต่ก็อย่าชะล่าใจไปเพราะแม้จะจบด้าน IT มาโดยตรงก็ยังมีคู่แข่งอีกมากนอกจากคนในสายงานเดียวกัน ยังมีคนที่ข้ามสายงานมาร่วมแข่งขันอีกด้วยเพราเรื่องของเทคโนโลยีและ IT สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นคน IT ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีกับการหางานในยุค 4.0 นี้เช่นกัน

โดยทั่วไปเรามักเห็นการระบุ คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครงานด้าน IT Support ดังนี้   ต้องสามารถแก้ไขปัญหา Computer PC, Notebook, Windows XP หรือ 7, MS Office และโปรแกรมใช้งานทั่วไปในสำนักงานได้ สามารถแก้ไขปัญหา Network พื้นฐาน เช่น LAN, Wifi ได้  มีความสามารถในการทำรายงานสรุปปัญหาและ ให้คำแนะนำการใช้งาน Computer ทั่วไปกับ User ได้  รับผู้จบการศึกษาระดับ ป.ตรี ขึ้นไป ทางด้าน IT หรือที่เกี่ยวข้อง หลากองค์กรยินดีรับนักศึกษาจบใหม่ที่่เคยผ่านการฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้าน IT  มาแล้ว มีทักษะในการสื่อสารดี มี Service Mind สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้แรงกดดันได้  ขยัน อดทน แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

รู้แบบนี้แล้วคนที่ต้องการหางานด้าน IT ก็ต้องพยายามระบุ Keyword  ใน  resume  อาทิ คำว่า  Windows XP, Windows 7, MS office, Network และต้องฝึกการเขียนใบสมัคร  เขียนจดหมายแนะนำตัวและเตรียมตัวดีๆให้ได้ใจกรรมการ เรามีคำแนะนำดีๆดังนี้

1) การเขียนศัพท์เทคนิคด้าน IT ด้วยภาษาที่เป็นสากล สื่อความหมายได้ถูกต้อง และต้องสะกดให้ถูกต้อง

2) การใส่เงินเดือนที่ต้องการ สิ่งนี้เป็นการบ้านที่คุณต้องไปหาข้อมูลว่าในตลาดงานให้เงินเดือนเท่าไหร่ควรใส่เงินเดือนเบื้องต้นตามที่ตลาดงานมีการจ้างกันอยู่ แต่ถ้าคุณมีคุณสมบัติ เช่น เคยรับผิดชอบโปรเจคใหญ่ๆ จะบวกค่าประสบการณ์ ลงไปก็ไม่ผิด

3) อย่าละเลยที่จะระบุตำแหน่งงานปัจจุบัน  เพราะถือเป็นการบอกภูมิหลังที่ดีของคุณ ในส่วนที่ทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับตำแหน่งที่สมัครอยู่แล้วจะเป็นการดี หากไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่วาคุณจะหมดความหวัง เพรายังมีช่องให้ระบุประสบการณ์ ในส่วนนี้ต้องระบุประสบการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับงาน IT ให้มากที่สุด   กรณีที่จบใหม่สามารถระบุว่าเป็น  “นักศึกษาจบใหม่” ได้นะไม่เสียหาย

4) ควรระบุ Social Media ของคุณลงไปใน Resume ซึ่งอาจไม่ใช้ Account หลักที่ใช้แต่เป็น บัญชีที่คุณใช้ในการนำเสนอมุมมองความคิดหรือสารประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานด้าน IT ก้จะดีมากเพราะจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คุณได้นำเสนอความสามารถของคุณ ยิ่งหากคุณเป็น Blogger ที่มีคนติดตามมากก็ยิ่งการันตีความสามารถของคุณ

5) อย่าตกขบวนการอัพเดทในแวดวง IT ที่ไปอย่างรวดเร็วมาก คุณควรเป็นคนหนึ่งที่รู้การเปลี่ยนแปลงเป็นคนแรกๆไม่อย่างนั้นองค์กรอาจไม่สามารถวางใจให้คุณมาดูแลระบบ IT ขององค์กรได้ อย่างน้อยก็ต้องรับมือกับไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือ เข้าใจ OS ที่หลากหลาย

 

{ Comments are closed }

เคล็ดไม่ลับเมื่อต้อง หางานใหม่

คนที่อายุรุ่น 40 ปีขึ้นไปอาจไม่คุ้นชินกับการเปลี่ยนงานตาคนในยุคปัจจุบันนั้น การเปลี่ยนงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยขึ้น เพราะคนมักแสวงหางานที่ท้าทายมากขึ้น หรือ มีเหตุให้ลาออกจากที่เดิม เนื่องจากพฤติกรรมการทำงานของคนยุคใหม่ก็เปลี่ยนแปลงไปมักไม่ค่อยทำงานในองค์กรเดียวไปตลอดชีวิตการทำงาน หรือ แม้แต่คนที่อายุมากแต่คิดที่อยากจะเปลี่ยนงานก็สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้น การเปลี่ยนงาน และการหางานใหม่จึงเป็นเรื่องปกติของคนทำงาน

เมื่อคุณยู่ในภาวะ “หางานใหม่”  ย่อมมีหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก และมีสถานการณ์ให้คุณต้องรับมือและตัดสินใจ เรามีความห่วงใยและขอแนะนำเคล็ดไม่ลับเมื่อต้องการหางานใหม่  เพื่อให้คนหางานทุกคนนำไปปรับใช้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีประโยชน์กับคนหางานทุกๆคน

  1. งานนี้อาจต้องหาตัวช่วย

ในที่นี้อาจไม่ใช่การไปหาให้ใครช่วย  แต่เริ่มจากหาตัวช่วยด้วยตัวเอง นั้นคือ การขอข้อมูลตำแหน่งว่างสื่อประเภทต่างๆ  และอาจสอบถามจากเพื่อนที่เป็นคนวงในบริษัทที่คุณหมายปอง จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์เข้าถึงงานได้ดีกว่า

  1. มีทัศนคติที่ดีต่อการหางานใหม่ “อย่ายึดติด”

นี่คือการเริ่มต้นใหม่ หากคุณสามารถเข้าสู่ตำแหน่งงานใหม่ที่ดีขึ้นได้ย่อมเป็นสิ่งดี แต่ถ้าตรงกันข้ามล่ะ เช่นคุณเคยอยู่ในองค์กรขนาดใหญ่ในตำแหน่งที่มีลูกน้อง เมื่อคุณมองหางาน และไปสมัครงานองค์กรที่เล็กลงมีพนักงานไม่มากและไม่จำเป็นต้องมีลูกน้องมากนักถ้าคุณมัวแต่ตั้งแง่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็คงทำให้การหางานของคุณมีตัวเลือกลดลง  ส่วนคนที่มุ่งจะทำงานแค่สายงานเดิม ก็คงเป็นอีกอย่างที่ทำให้คุณเสียโอกาสดีๆ เพราะเดี๋ยวนี้การทำงานข้ามสายงานสามารถทำได้จงเปิดใจอย่ายึดติด

  1. นี่อาจเป็นโอกาสของการ “เบนเข็ม”

หากคุณมีศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งใหม่และมุ่งมั่นจะทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้นได้ การมำงานในสายงานที่ไม่เคยทำมาก่อนก็อาจจะเป็นหนึ่งในช่องทางที่ทำให้คุณได้งานที่ดีและทำงานอย่างท้าทายและมีความสุข หากคิดจะเปลี่ยนสายงานสิ่งที่ควรทำคือการหาความรู้ เช่น ควรเข้าอบรมเพื่อเพิ่มความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพใหม่ ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องกับสายงานใหม่ให้ดี วิเคราะห์ความเป็นไปได้และผลตอบแทนที่จะได้รับว่าคุ้มค่าหรือไม่

  1. อย่าดูถูกงานเล็กๆน้อยๆที่เข้ามาในขณะที่กำลังหางานใหม่

 

ในระหว่างหางานคุณอาจทำงานชั่วคราว งาน part time ไปก่อนเพื่อให้ได้ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต งานที่มองว่าเล็กน้อยนี้อาจส่งผลต่อการทำงานในอนาคต เช่น ทำให้คุณเห็นช่องทางทำการค้า และอย่างน้อยคุณก็ได้มีประสบการณ์ทำงานที่สามารถนำไปใส่ใน resume ได้

 

{ Comments are closed }

สัมภาษณ์งานราชการ ต้องเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้ได้งานที่ต้องการ

งานราชการ เป็นงานที่หลายคนใฝ่ฝัน อาชีพรับราชการให้ความมั่นคง และการันตีในเรื่องสวัสดิการที่ดี นอกจากนั้นยังสร้างความรู้สึกเป็นเกียรติให้กับคุณได้อีกด้วยที่จะได้ทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม ขั้นตอนในการสมัครงานราชการนั้นใช้กระบวนการยาวนานพอสมควรหลายคนผ่านมาหลายด่านแต่มาตกม้าตายที่การสัมภาษณ์งาน ถ้าคุณไม่อยากเป็นอย่างนั้น เราอยากให้คุณพิจารณาข้อแนะนำต่อไปนี้

โดยทั่วไปการสอบสัมภาษณ์งานราชการ ควรมีข้อมูลด้านวิชาการ อาทิ ลักษณะงานที่ปฏิบัติในตำแหน่งที่สอบได้ ส่วนใหญ่ในคู่มือรับสมัครสอบจะเขียนบรรยายไว้อย่างละเอียดควรศึกษาข้อมูล  นโยบายของชาติ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยหาข้อมูลย้อนหลัง 1 เดือนและให้ความสำคัญกับข่าวและสถานการณ์ปัจจุบันในรอบ 1 สัปดาห์ให้มาก และ มุ่งเน้นการแสดงทัศนคติที่ดีต่อการรับราชการ นอกเหนือจากนี้ยังมีข้อแนะนำดังนี้

1.เมื่อกรรมการสัมภาษณ์ บอกให้คุฯช่วยเล่าเกี่ยวกับตัวคุณ

ควรตอบให้กระชับได้ใจความ พร้อมยกตัวอย่างเพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับตัวคุณให้มากขึ้น อาจแนะนำตัว 2-3 นาที และควรเลี่ยงการเล่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณ ตั้งแต่จบประถม มัธยม เข้ามหาวิทยาลัยจนถึงเข้าทำงาน แต่ไม่มีจุดเด่นอะไรเพียงพอที่จะทำให้ตัวคุณน่าสนใจ

2.ถูกถามว่า ทำไมคุณถึงอยากรับราชการ ควรตอบอย่างไร

โอกาสมาถึงแล้ว อย่ากลัวที่จะพูด เพราะนี่คือคำถามที่คุณจะได้แสดงทัศนคติ ควรตอบที่เป็นบวกและส่งเสริมให้คุณน่าสนใจ อย่าปั้นแต่งคำพูดที่เกินจริงและไม่จริงใจ การบอกว่าอาชีพรับราชการจะทำให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น พ่อแม่จะสบายไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดอะไรสามารถบอกได้ แต่คงไม่ต้องถึงกับสาธยายความทุกยากลำบากของครอบครัวและคิดว่าอาชีพนี้จะทำให้คุณสบายขึ้น

3.เมื่อถูกถามว่า รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งนี้ ต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง ?

ควรตอบให้กระชับได้ใจความ และต้องมาจากการแสวงหาข้อมูล ซึ่งมักมีอธิบายอยู่แล้ว ทั้งนี้หากคุณสามารถอธิบายได้ว่างานนี้จะมีส่วนในการพัฒนาหน่วยงานและระเทศชาติอย่างไรก็ไม่ยากเลยว่าจะได้รับคะแนนความน่าสนใจเพิ่มเข้าไปอีก และจำไว้ว่าหากไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลมากนัก ไม่ควรทำเป็นรู้ถ้าไม่รู้ เพราะถ้าตอบผิด นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ทำการบ้านมา

  1. เตรียมพร้อมให้ดี อย่าผิดพลาดในเรื่องพื้นฐานในวันสัมภาษณ์

การสอบสัมภาษณ์งานราชการ คุณต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม ตามประกาศแนบท้ายที่มักบอกว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง  เพราะหากคุณลืมอะไรมาสักอย่างแสดงความไม่รอบครอบก็ไม่น่าจะเป็นคุณสมบัติของข้าราชการที่ดี

  1. แต่งกายให้เรียบร้อยถูกกาลเทศะ

ในวันสอบสัมภาษณ์งานราชการ ต้องแต่งกายให้เรียบร้อย ทรงผม เล็บมือต้องสะอาด ผู้ชายควรสวมเสื้อเชิ้ตสีสุภาพ ผูกเนคไท ส่วนผู้หญิงควรนุ่งกระโปรงคลุมเข่าหรือเหนือเข่าขึ้นมาไม่เกิน 1 นิ้ว  สวมเสื้อเชิ้ต เสื้อแฟชั่นทรงสุภาพและใส่สูทด้วยก็ได้  ไม่ควรใส่เสื้อรัดรูป และงดการย้อมสีผมโทนสว่าง

หากคุณมีความมุ่งมั่นและผ่านด่านต่างๆมามากมายแล้ว เหลือเพียงไม่กี่ขั้นตอนก็จะได้เป็นข้าราชการสมใจ ขอให้เตรียมการให้พร้อมเชื่อว่าความตั้งใจจะนำความสำเร็จมาให้คุณแน่นอน

 

{ Comments are closed }

ย้ำกันชัดๆ การสมัครงานไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ของแบบนี้ต้องเตรียมตัว

คนที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการหางาน มีทั้งที่กลัวไปหมดทุกอย่าง กังวลจนไม่เป็นอันทำอะไร และ ก็ยังมีคนที่ประมาท โดยไม่คิดว่าการสมัครงานนั้นมีความสำคัญ  เห็นว่าไม่ต้องเตรียมตัว หากคุณคือใครสักคนในคนทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมา ขอให้คุณคิดใหม่และตั้งสติ เพราการสมัครงานนั้นพูดให้ง่ายก็การ “การขายตัวเอง”  โดยที่คุณจะต้องนำเสนอให้ผู้ว่าจ้างเห็นว่าเขาควรจ่ายค่าจ้างให้คุณแลกกับความรู้ความสามารถและการที่คุณจะสร้างประโยชน์ให้กับองค์กร

การที่คุณจะสามารถขายตัวเองให้ได้ จนสามารถหางานได้นั้น คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่จะไม่ใส่ใจ และ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนไม่เป็นอันทำอะไร เพราะทั้งหมดนี้สามารถจัดการได้ด้วย “การเตรียมตัวที่ดี”

การเตรียมตัวเพื่อการสมัครงานนั้น ควรเริ่มต้นที่การมีความคิดว่าจะหางานที่ “เหมาะสม” กับคุณดังนั้นคุณควรวิเคราะห์ความสนใจ ทักษะ สามารถของตัวเอง เพื่อวางเป้าหมายที่ชัดเจน  การมองหางานที่เหมาะสมอาจใช้เวลาสักพัก ในขณะที่เพื่อนของคุณอาจหว่านใบสมัครไปโดยไม่วิเคราะห์อะไรเลย แล้วก็ยังไม่ได้งานสักที คุณอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่สามารถให้ข้อมูล คำแนะนำ กับคุณ การที่ใช้เวลาตรงนี้จะนำผลที่ดีมาให้คุณ อย่ามองมันเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะมันดีกว่าการไปวิ่งหางานที่คุณไม่ได้รู้สึกชอบและมีความสามารถที่จะทำ

ในช่วงระหว่างหางาน จงทำอะไรก็ได้ที่ช่วยให้คุณได้เรียนรู้มากขึ้น ทั้งที่เกี่ยวกับตัวเอง และบริษัทเป้าหมายที่เล็งไว้ ศึกษาให้เข้าใจบริบทแวดล้อมขององค์กร  และอาจจะเริ่มต้นจากการเข้าห้องสมุด ค้นคว้าหาข้อมูล

จากนั้นก็ถึงเวลา ทำสื่อเพื่อ PR ตัวคุณเอง ง่านที่สุดและเป็นที่นิยมอันถือเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ใช้กันในการแนะนำตัวเองให้ผู้ว่าจ้างรู้จักก็คือการจัดทำ ประวัติย่อ (Resume)  ซึ่งทำได้ทั้งแบบดั้งเดิม และการส่ง ประวัติย่อทางอี-เมล์ หรือเรียก ว่า E-Resume ใน Resume ที่ดีต้องประกาศความต้องการที่จะทำงาน เพื่อเป็นการโฆษณาคุณสมบัติของคุณ ให้นายจ้างทั้งได้รับรู้  จงบอกเล่าถึงความสำเร็จที่เด่นๆ ของคุณที่สอดคล้องกับความต้องการที่จำเพาะของตำแหน่งงานที่สมัครและคุณสมบัติที่องค์กรต้องการ

หากใบสมัครและ Resume ของคุณเข้าตา การสัมภาษณ์งานจะตามมา ถึงเวลานี้การสวมวิญญาณ รักเล่าเรื่องที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่างเพียงพยายามคำตอบแบบมาตรฐานที่ท่องมา ควรฝึกการพูดให้เป็นธรรมชาติและสื่อสารให้คล่องแคล่ว   และจงจำไว้ว่า การสื่อถึงคุณค่าในตัวคุณต้องมาก่อนการพูดถึงค่าตอบแทน

อีกอย่างที่สำคัญสำหรับคนหางาน จงจำไว้ว่าการ “ถูกปฏิเสธ” เป็นส่วนหนึ่ง ของความสำเร็จ ใน จงเรียนรู้ที่จะยอมรับ ว่ากันว่า มาตรฐานในการหางานคือ จะต้องถูกปฏิเสธ 8 ครั้งก่อน จะได้รับการตอบรับสักครั้งหนึ่ง   อย่าให้การหางานเป็นประสบการณ์ที่ย่ำแย่ แต่จงเรียนรู้และปรับปรุงตนเองจากข้อผิดพลาดที่ผ่านมา

 

{ Comments are closed }

แต่งกายเสริมดวง เคล็ดไม่ลับให้ได้งานตามปรารถนา

เราทราบกันดีว่าบุคลิกภาพ เป็นสิ่งแรกที่ทำให้คนที่พบเห็นเรานั้นมีความประทับใจ และสิ่งที่จะเสริมให้คุณมีบุคลิกภาพที่ดีได้ก็คือการแต่งกาย ยิ่งการแต่งกายสำหรับไปสมัครงานหรือสัมภาษณ์งานด้วยแล้วนั้นต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก   นอกเหนือจากการแต่งกายที่สุขภาพมีความเรียบร้อยและสะท้อนว่าคุณคือคนที่มีรสนิยมดีแล้วการเลือกเครื่องแต่งกายให้ถูกโฉลกก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเสริมบุคลิกภาพให้คุณได้ คนรุ่นใหม่อาจมองว่าเป็นความเชื่อที่งมงาย แต่หากอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์ สี และ รูปทรง นั้นมีอิทธิพลต่อจิตใจ การเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแบบต่างๆกันออกไปจะสร้างความรู้สึกต่อคู่สนทนาที่แตกต่างกัน การสื่อสารโดยอธิบายด้วยหลักวิทยาศาสตร์อาจไม่สามารถโน้มน้าวให้หลายคนชื่อได้การอธิบายผ่านเรื่องของ ดวงชะตา การเสริมความโขชคดี เป็นแนวทางที่จะสื่อถึงคนได้เป็นวงกว้าง  ท่านที่กำลังอยู่ในช่วงของการหางานและสมัครงานจะนำเคล็ดไม่ลับเรื่องการเลือกเครื่องแต่งกานสำหรับการสมัครงานไปใช้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร หากตรงกับความชอบของคุณก็ยิ่งดีไปใหญ่  เรามาดูกันว่ามีคำแนะนำเกี่ยวกับ การแต่งกายเสริมดวง เคล็ดไม่ลับให้ได้งานที่ปรารถนา อย่างไร

ตามหลักโหราศาสตร์ท่านว่าไว้ว่า หากไปสมัครงานวันอาทิตย์      ให้ใส่เสื้อผ้า    สีส้ม หรือ สีทอง จะช่วยส่งเสริมในเรื่องของการงาน ความพยายามที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้บรรลุเป้าหมายและสำเร็จอย่างที่ใจปรารถนา

หากไปวันจันทร์    การสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียว จะช่วยส่งเสริมในเรื่องของอำนาจ มีความเข้มแข็งในหน้าที่การงาน มีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมต่างๆให้เจริญงอกงามดังไม้ใหญ่เขียวชอุ่ม

ท่านที่จะไปสมัครงานในวันอังคาร  ควรใส่เสื้อผ้า    สีฟ้า จะช่วยส่งเสริมในเรื่องของการงาน ความพยายามที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จ   และนำความสดใสมาให้สำหรับการเริ่มต้นกิจกรรมสำคัญ

หากท่านมีนัดเกี่ยวการสมัครงาน ไม่ว่าไปสมัคร สัมภาษณ์ ทดลองงาน ในวันพุธ  ควรใส่เสื้อผ้า    สีเหลือง หรือ สีขาวจะทำให้จิตใจสงบมีสติ ยิ่งหากต้อง เข้าพบผู้ใหญ่ จะได้รับการอุปถัมภ์ เป็นอย่างดี

การไปสมัครงานในวันพฤหัสบดี   ควรใส่เสื้อผ้า    สีแดง เหมือนดังแสงสว่างที่โชติช่วง  เชื่อว่าท่านจะได้รับการยกย่องถึงคุณความดี มีคนเอ็นดู เป็นสง่าราศี มีความอุดมสมบูรณ์ในชีวิต

การประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับการงาน การสมัครงานในวันศุกร์    ท่านแนะว่าควรใส่เสื้อผ้า    สีชมพู จะได้รับการยกย่องถึงคุณความดี มีคนเอ็นดู จะทำกิจกรรมใดๆก็มีผู้เมตตา

ส่วนท่านที่จะไปสมัครงานวันเสาร์ การสวมใส่เสื้อผ้า    สีดำ หรือ สีน้ำเงิน จะช่วยส่งเสริมในเรื่องของอำนาจ ทำให้เกิดความมั่นคงในหน้าที่การงาน และเสริมให้มีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมต่างๆ

{ Comments are closed }