เทคนิคการส่งใบสมัครงานอย่างไรให้ถูกเรียกไปสัมภาษณ์

คนสมัครงานทุกคนรู้จักResume   แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ใส่ใจกับการทำ Resume และคนที่ขาดความใส่ใจนั่นเองที่มักไม่ได้ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน เท่ากับว่าเป็นการปิดโอกาสให้การสมัครงานของคุณหมดหวังไปเลย  การเขียนประวัติส่วนตัวโดยย่อ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน รวมทั้งความถนัด ความสามารถพิเศษ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัคร ถือเป็นการเขียน Resume ที่ดี  และจะดีมากขึ้นหากคุณสามารถที่จะส่งใบสมัครงานและ Resume ที่ดึงดูดความสนใจของฝ่ายบุคคลได้เพราะนั่นคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสมัครงานของคุณ

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ใบสมัครของคุณมีความสมบูรณ์และน่าสนใจคือ การดำเนินการตามหลักการ ชัดเจน กระชับ โฟกัส และมีลูกเล่น ทำได้อย่างไรมาดูเลย

ประการแรกส่วนของข้อมูลส่วนตัว ถือเป็นส่วนที่สำคัญ  ต้องประกอบด้วย  รูปภาพใบหน้าตรงชัดเจน และแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ระบุเบอร์โทรศัพท์ อีเมล นำเสนอประวัติการศึกษา  ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลติดต่อกลับทั้งเบอร์โทรศัพท์ และอีเมล  การตั้งชื่ออีเมลก็มีความสำคัญ ควรตั้งใหเป็รทางการ เช่น ชื่อ_นามสกุล@aaa.com อย่างใช้ข้อความเช่น ABnaruk@aaa.com  nanlovetum@aaa.com

บอกเล่าประสบการณ์การทำงานอย่างเป็นระบบ เรียบเรียงข้อมูลจากปัจจุบันไปหาอดีตระบุได้ว่าเคยทำงานที่ไหนมาบ้าง บอกถึงขอบเขตหน้าที่ที่รับผิดชอบ และการอบรมที่เคยเข้าร่วม กรณีนักศึกษาจบใหม่ ควรระบุกิจกรรมที่เคยทำสมัยเรียน เช่น อาสาสมัคร การออกค่าย การฝึกงาน ตลอดจนการทำงานล่วงเวลา (Part-Time)

บอกเล่าอย่างเจาะประเด็นให้ชัดเจน โดยระบุทักษะและความสามารถใน Resume บอกจุดเด่นออกมาให้มากที่สุด โดยเฉพาะทักษะที่จำเป็นในตำแหน่งที่สมัครงาน  จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานมากขึ้น เช่นความสามารถทางภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ การใช้เทคโนโลยี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เป็นต้น

ระบุจุดมุ่งหมายในอาชีพที่ชัดเจน  และแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับตำแหน่งที่สมัครงาน  เชน ในระยะยาวในช่วงเวลา 3-5 ปีคุณจะสร้างผลงานและขับเคลื่อนองค์กรได้ต่อไปอย่างไร ในระยะสั้นคุณจะแสดงผลงานอะไรให้กับองค์กร

อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนมองข้าม คือ การตั้งชื่อและการสร้างไฟล์  ซึ่งแสดงถึงความมีระบบระเบียบของคุณ ชื่อไฟล์ที่ดีคือ  Resume_ชื่อของคุณ หรือ ใบสมัคร_ตำแหน่งที่สมัคร_ชื่อของคุณ ส่วนเอกสารประกอบต่างๆ ใช้ชื่อว่า เอกสารประกอบ 1_ชื่อเอกสาร_ชื่อของคุณ ไล่ไป เอกสารประกอบ 2,3,4 ….

ในการส่งใบสมัครและ Resume ควรที่จะมีจดหมายนำส่งทั้งการส่งไปรษณีย์หรือจัดส่งเข้าไปเป็นไฟล์เพื่อแจ้งให้ผู้รับเอกสารทราบว่าคุณมีความประสงค์อะไร มันแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของคุณด้วย

อย่าลืมที่จะตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งหมด เช่นการรับรองสำเนาเอกสาร การสะกดคำ ความครบถ้วนของเอกสาร  หากส่งเป็นไฟล์ควรจัดทำเป็นไฟล์ PDF  เพื่อป้องกันความคาดเคลื่อน

{ Comments are closed }

อาชีพที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล อีกทางเลือกการหางานของคนรุ่นใหม่

ตลาดงานในปัจจุบันมีอาชีพที่แต่เดิมไม่เคยมีเพราะอะไรนะหรือก็เพราว่าโลกของการทำงานในปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว คนหางานก็ควรที่จะหาข้อมูลประกอบการสมัครงาน คุณเชื่อไหมว่าถ้าคุณมีข้อมูลที่ดีการสมัครงานของคุณอาจเปลี่ยนรูปแบบไปเลย เพราะไม่ต้องไปมุ่งแข่งในตลาดงานเดิมๆอีกต่อไปแล้ว มามุ่งพัฒนาตัวเองเพื่อให้แข่งขันในการตลาดงานอย่างอาชีพใหม่ๆที่เกิดขึ้นจะดีกว่า แล้วการสมัครงานของคุณจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เรามาดู  อาชีพที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล เพื่อเป็นอีกทางเลือกการหางานของคนรุ่นใหม่กันดีกว่า

อาชีพที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

Mobile Application Developer การปรับเปลี่ยนธุรกิจมาสู่โลกดิจิทัลที่รองรับพฤติกรรมผู้คนอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้นักพัฒนาเเอฟพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนเป็นที่ต้องการมากขึ้น คุณไม่ต้องจบมาโดยตรงแต่วามารถเรียนรู้ได้ อาชีพนี้ค่าตอบแทนสูงและถูกแย่งชิงตัวมากที่สุดด้วย

Digital Designer คือคนที่ออกเเบบทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้สามารถนำไปวางและใช้สื่อสารบนโลกดิจิทัล เช่น Website Banner, Digital Ads และสื่อออนไลน์ทุกประเภทเพื่อทำให้ลูกค้าหรือผู้เข้าชมเว็บไซต์เกิดความประทับใจต่อสินค้า

Website Designer การสร้างเว็บไซต์ ที่สวยงาม ใช้งานง่าย เป็นเหมือนหน้าบ้านที่ทำให้คนซื้อกับคนขายมาเจอกันต้องอาศัย Website Designer ที่มีความสามารถ ที่จะเพิ่มประสบการณ์ที่เเปลกใหม่ในเว็บไซต์สำหรับลูกค้าที่และสร้างความประทับใจให้ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาในเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง

Digital Copywriter เหมาะกับคนที่ชอบการเขียน เพราะนี่คือ นักเขียนสื่อออนไลน์เป็นเรื่องที่จะละเลยไม่ได้อย่างเด็ดขาด นักเขียนต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้คนบนโลกออนไลน์ และผลิตเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของคนที่เสพสื่อให้มากที่สุด จับเทรนด์ใหม่ๆ มานำเสนอในมุมมองที่น่าสนใจได้

 

Marketing Analyst ทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนเเปลงอยู่เสมอ เพื่อทำให้ธุรกิจ สามารถเเย่งชิงความได้เปรียบและส่วนเเบ่งการตลาดจากคู่เเข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำงานร่วมกับ Digital Marketer หรือ นักการตลาดดิจิทัลซึ่งต้องเข้าใจในดารใช้ Social Media / Search Engine Marketing / Email Marketing / การเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมสามารถ การวางเเผนงบการตลาด วางเเผนการจัดทำ Content เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้า

BIG DATA Analyst คือผู้ที่สามารถนำข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูลลูกค้า มีไปวิเคราะห์ด้วย พร้อมและตอบได้ว่าองค์กรควรจัดการกลยุทธ์อย่างไร จะต้องนำความรู้ด้านคณิตศาสตร์ สถิติ มาใช้สำหรับการคำนวณ การพยากรณ์ และการประมาณการต่างๆ เป็นข้อมูลให้กับองค์กร

อีกอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมอาจไม่ต้องสมัครงานเพราะคุณคือผู้สร้างมันขึ้นมาคือ  การนำไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มาสร้างธุรกิจที่เรียกว่า START UP โดยที่คุณมีฐานะเป็น Founder

{ Comments are closed }

ชวนมาส่อง งานแสนสุขใจทำแล้วได้เที่ยวด้วย

หลายคนบอกว่าการไปเที่ยวเมืองนอกกับการไปอยู่เมืองนอกหรือทำงานเมืองนอกนั้นต่างกัน ซึ่งเราเห็นด้วยแต่สำหรับคนที่ชอบการผจญภัยชอบพาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความแตกต่างจากความคุ้นเคยการได้ไปทำงานเมืองนอกก็เหมือนการได้เที่ยว และปลุกพลังชีวิตให้กับเขาไม่น้อยเลย ใครที่กำลังมองหาช่องทางหางานที่เมืองนอกลองมาดูสิว่ามีอาชีพอะไรบ้างที่เมื่อได้ทำแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวต่างแดน  งานท่องเที่ยว อาจเป็นแนวทางให้การหางานในอนาคตของคุณก็เป็นได้ การไปทำงานต่างแดนตอนนี้ก็ทำได้ง่ายขึ้น คนหางานอาจจะได้ไอเดียดีๆนำไปปรับใช้กับการหางานของคุณก็เป็นได้

นักบิน  อาชีพที่นำพาผู้คนไปเยือนต่างแดนและตัวของนักบินก็ต้องเดินทางไปในที่ต่างๆทั่วโลก ในระหว่างพักจากการบินสิ่งที่ดีที่สุดนอกจากการพักผ่อนคือการออกท่องเที่ยวเรียกได้ว่าอาชีพนี้สามารถเก็บสะสมประสบการณ์ในต่างแดนได้มากทีเดียว

พนักงานบนเครื่องบิน  แอร์โฮสเตสและสจ๊วต ที่เดินทางไปหลายประเทศ หลายทวีป ไปเปิดหูเปิดตาหลายที่ บางทีอาจจะซื้อตั๋วเดินทางนอกเวลางานได้ในราคาที่ถูกลงอีกด้วย เป็นโอกาสให้ได้ไปเที่ยวต่างแดนได้ด้วย

ไกด์  นอกจากจะได้ไปเที่ยวหรือเป็นอาชีพของคนรักการท่องเที่ยวแล้วยังสามารถเพิ่มรายได้ด้วยการเป็น  นักเขียนบทความท่องเที่ยว หรือที่เรียกกันในวงการว่า Travel Blogger เปลี่ยนการไปเยือนต่างแดนของคุณให้เป็น Content  สุดปัง สามารถบอกเล่าเรื่องราวสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร การใช้ชีวิต สถานที่สำคัญของต่างแดนให้ผู้คนได้รับรู้ นอกจากจะสนุกในการเล่าเรื่องในมุมของคุณแล้วยังเพิ่มรายได้ให้คุณอีกด้วย

งานบนเรือสำราญ  ที่ร่องไปทวีปต่างๆครั้งละหลายเดือน และมีช่วงเวลาที่เรือเทียบท่าในเมืองต่างๆ บนเรือมีหลายตำแหน่ง เช่น พนักงานทำความสะอาด บริกร บาร์เทนเดอร์  ได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่สูงแรกกับการทำงานหนัก และก็ยังได้ประสบการณ์และเรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ได้ทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลายวัฒนธรรมเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ

งานอิสระที่พกคอมไปทำที่อื่นได้   เรียกว่าเป็นงานงานฟรีแลนซ์นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นงาน สายเขียน สายแปล สายปรู๊ฟ สายวาด สายกราฟฟิค ก็สามารถทำงานได้ทุกที่ที่มีไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต หรือสายที่ฮิปๆหน่อยคงต้องบอกว่าต้องมีกาแฟดีๆ และ อินเตอร์เน็ตแรงๆ ถ้าครบที่ไหนก็เป็นที่ทำงานได้ ไม่ว่าริมชายหาด กลางลานสกี ข้างน้ำตก ก็ไม่เป็นอุปสรรค

หากคุณกำลังหางานลองพิจารณาอาชีพที่หลากหลายเหล่านี้ดูอาจเป็นอาชีพที่คุณชอบหรือได้ลองทำแล้วชอบก็เป็นได้ ทดลองสิ่งใหม่ๆดูบ้างอาจพบงานที่กำลังรอคอยอยู่ก็เป็นได้

 

{ Comments are closed }

ขั้นตอนสู่การสมัครงานรับราชการ ทำอย่างไรมาดูกัน

กระบวนการในการเข้ารับราชการนั้นมีกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนานและใช้เวลานานพอสมควรเพราะมีหลายขั้นตอน หลายคนยังคงไม่เข้าใจและไม่รู้ว่าเมื่อต้องการสมัครงานราชการต้องเริ่มจากจุดใดก่อน วันนี้เราขออาสามาไขข้อข้องใจให้กับคนที่ต้องการสมัครงานรับราชการกันว่าเส้นทางในการเริ่มต้นอาชีพข้าราชการต้องทำอย่างไร

  1. ทำความรู้จักกับการสอบ ก.พ. ซึ่งเป็นชื่อเรียก การคัดเลือกบุคคลในระดับวุฒิการศึกษา และสาขาวิชาชีพที่แตกต่าง เพื่อเข้ามาทำงานให้กับหน่วยงานราชการ ดำเนินการจัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเรียกได้ว่า การสอบพื้นฐานของเหล่าว่าที่ข้าราชการ โดยในการดําเนินการสอบแข่งขันฯ ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป(ภาค ก.) สําหรับผู้ที่ไดรับวุฒิระดับ ต่ำกว่าปริญญาตรี วุฒิปริญญาตรี และวุฒิปริญญาโท ทุกสาขาวิชา จะประกาศรายละเอียดการรับสมัคร ให้ทราบทางเว็บไซตของสํานักงาน ก.พ. ที่ http://job.ocsc.go.th
  2. เข้าใจเกี่ยวกับการสอบ ก.พ. แบ่งการสอบทั้งหมดออกเป็น 3 ภาค ด้วยกัน เรียกว่า ภาค ก ,ภาค ข และ ภาค ค

โดย ภาค ก คือ การสอบภาคความรู้ ความสามารถทั่วไป  หากผลสอบออกมาผ่านเกิน 60% จึงจะสามารถสอบเข้า ภาค ข. ต่อไปได้ และเมื่อสอบผ่าน ภาค ก. นี้ ทางสำนักงาน ก.พ. จะออกหนังสือรับรองการสอบผ่านให้  โดยหนังสือรับรองที่ว่านี้ คุณสามารถนำไปใช้สมัครข้าราชการได้ และไม่มีวันหมดอายุ   สอบ

ภาค ข คือ การสอบภาคความสามารถเฉพาะตำแหน่ง ซึ่งเป็นการสอบข้อเขียน เน้นวิชาชีพเฉพาะตามที่ได้เรียนมา การสอบ ภาค ข. จะมีการประกาศออกมาเพื่อเปิดรับสมัครสอบว่าสอบในหัวข้อใดบ้าง โดยส่วนใหญ่จะเป็น พรบ. ที่ต้องรู้ ข้อปฏิบัติที่หน่วยงานจัดสอบ และความรู้เฉพาะตำแหน่ง เช่น คอมพิวเตอร์ นักพัฒนาชุมชน เป็นต้น โดยในส่วนของ ภาค ข. นี้ การสอบมักจะเป็นหน่วยงานที่เราต้องการไปสมัครเปิดสอบเสียมากกว่า

ภาค ค คือ การสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง เป็นการสอบสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ

  1. ก่อนสมัครต้องตรวจสอบคุณสมบัติขั้นต้น คุณควรตรวจสอบโดยตรงกับทางหน่วยงานนั้นๆ ว่าต้องการคะแนนสอบอะไรบ้าง งานราชการบางแห่งต้องการคะแนน ภาค ก บางแห่งไม่ต้องการ บางแห่งกำหนดว่าต้องมีคะแนนการทดสอบภาษาผ่านเกณฑ์ บางแห่งระบุสมรรถนะของร่างกาย เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำหรับการเตรียมความพร้อมในการสอบ
  2. คำแนะนำในการเตรียมตัวสอบ  ควรศึกษาหลักสูตรของการสอบและแนวข้อสอบให้ละเอียด  หากมีหนังสือหรือตำราที่ดีและตรงกับแนวข้อสอบ ให้ฝึกทำ และทำความเข้าใจมากกว่าการท่องจำ  อย่าลืมหาโอกาสเข้าสอบวิชาความรู้เพื่อเป็นการทดสอบตนเอง

หากผู้สมัครสอบสามารถสอบผ่านด่านแรกคือได้คะแนน ภาค ก เกิน 60%  จะได้รับหนังสือการรับรองเรื่องสอบผ่านจากทางหน่วยงาน ก.พ.  จากนั้นให้ผู้สมัครติดตามข่าวสารที่น่าสนใจของทางหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เปิดรับสมัคร  และยื่นคะแนนสำหรับการสมัครสอบในตำแหน่งที่ตรงกับคุณสมบัติของคุณ จากนั้นเมื่อผ่านภาค ข และ ค จะมีการขึ้นบัญชีรายชื่อไว้ส่วนใหญ่มีอายุ 2 ปี โดยเรียงตามคะแนนสอบ เมื่อตำแหน่งที่สอบได้ว่างลงจะมีการเรียกผู้ที่ขึ้นบัญชีไปรับราชการ

 

{ Comments are closed }

สอบเข้ารับราชการให้ประสบความสำเร็จต้องทำยังไงมาดูกัน

การสอบเข้ารับราชการนั้นยังคงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แม้จะมีการเปิดสอบอยู่บ่อยครั้งแต่ก็น้อยคนที่จะประสบความสำเร็จในการสอบเข้ารับราชการ เพราะอัตราการรับเข้าบรรจุนั้นเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครงานราชการบางตำแหน่งอาจมีอัตรา 1:1000  เลยทีเดียว

ดังนั้นการเตรียมตัวเพื่อการสอบเข้ารับราชการจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้เลยสำหรับผู้ที่มีใจรับในการอยากทำงานเพื่อส่วนรวม  ผู้มีประสบการณในการสอบและประสบความสำเร็จในการสอบเข้ารับราชการมีข้อแนะนำดีๆมาฝากกัน งาน การไฟฟ้า หวังว่าจะทำให้หลายคนที่กำลังจะสอบนำไปใช้ประโยชน์ได้

 

 

  1. ควรรีบไปสมัครสอบหากสมัครสอบได้ในวันแรกที่เปิดรับสมัครงานจะดีมาก เพราะเวลาในการสมัครที่ต่างกันก็อาจทำให้คุณพลาดการได้งาน เนื่องจากการสมัครสอบมีส่วนสำคัญมาก เพราะหากสอบได้แล้วลำดับในการเรียกบรรจุจะเรียกจากผู้มีคะแนนมากกว่า แต่เมื่อมีผู้มีคะแนนเท่ากันจะเรียงจากผู้ที่สมัครก่อน
  2. การเตรียมตัวสอบ ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการสอบแข่งขัน เบื้องต้นมักมีหนังสือตำรา เกี่ยวกับการสอบแข่งขันมากกมายออกมาวางขาย ซึ่งเป็นการประมวลข้อสอบเก่าและแนวโน้มของสอบ ในช่วง 2 เดือนก่อนสอบควรที่จะมีการเตรียมตัว โดยต้องเตรียมให้พร้อมทั้งในส่วนของข้อสอบทั่วไป การทำความรู้จักกับหน่วยงานที่เราสมัครสอบ  ผู้เตรียมตัวสอบอาจจะเริ่มจากการอ่านหนังสือแบบกว้างไม่เน้นจุดสำคัญไปก่อนแต่เมื่อเหลือเวลา 1 เดือนก่อนสอบควรที่จะเจาะประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้มีความแม่นยำในการทำสอบมากขึ้น
  3. ศึกาข้อมูลเฉพาะของแต่ละหน่วยงานราชการก็มีความสำคัญ ควรทำความเข้าใจศึกษาให้ละเอียด เช่น ภารกิจหลักขององค์กร อำนาจหน้าที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง แนวนโยบาย วิสัยทัศน์  ฯลฯ
  4. ซ้อมทำข้อสอบให้ทันเวลา ทำด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง ฝึกฝนเทคนิคการทำข้อสอบที่ประหยัดเวลาและเป็นทางลัดในการหาคำตอบ จะทำได้ต้องฝึกฝนบ่อยๆ ทดลองทำข้อสอบย้อนหลังให้มาก ผู้สมัครงานควรติดตามข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบันในรอบ 1 เดือน ให้เข้าใจ และ รวบรวมเรื่องที่น่าสนใจในรอบครึ่งปีที่ผ่านมามาทำความเข้าใจเพราะส่วยใหญ่จะปรากฏเป็นคำถามในข้อสอบ
  5. หากต้องเดาก็ต้องเดาอย่างมีประสิทธิภาพ พยายามเลือกข้อที่เป็นไปไม่ได้ออกอย่างน้อย 1 ข้อ จะช่วยได้มากขึ้น หากทำข้อสอบแล้วเหลือกที่หาคำตอบไม่ได้ราว 10 ข้อ ควรเลือกคำตอบเดียวกันทั้งหมด มากกว่าการเลือกคำตอบแบบกระจาย เช่น เลือกข้อ ค ทั้งหมด
  6. ควรเหลือเวลาอย่างน้อย 5 นาที ในการตรวจสอบกระดาษคำตอบ โดยพิจารณาการฝนรหัสประจำตัวการเขียนชื่อ การทำข้อสอบว่าครบถ้วนหรือไม่ ก่อนส่งกระดาษคำตอบ

 

{ Comments are closed }

รู้ไหมว่า HR เขาอ่านบุคลิกของผู้สมัครงานจาก E-mail ที่ส่งไป

การสื่อสารไม่ว่าผ่านช่องทางใดนั้นสะท้อนถึงตัวผู้ส่งสารได้ทั้งนั้น ในยุคที่การสื่อสารทำได้ง่ายแม้เรื่องที่เป็นทางการก็สามารถที่จะสื่อสารผ่านทาง e-mail ได้อย่างการสมัครงานที่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครส่ง e-mail เพื่อสมัครงานโดยตรงไปยังองค์กรได้

หลายคนไม่ใส่ใจกับการเขียน e-mail สมัครงาน ทำให้พลาดโอกาสการได้งาน และคุณรู้หรือไม่มารยาทในการส่ง e-mail เป็นสิ่งสำคัญมากที่ฝ่ายบุคคลจะใช้เป็นปราการด่านแรกในการคัดกรองผู้สมัคร อย่าให้คุณคือหนึ่งคนที่พลาด   เพื่อให้การส่งอีเมล์ของคุณเป็นมืออาชีพมากขึ้น มาเรียนรู้เทคนิคและมารยาทในการส่ง e-mail สำหรับการสมัครงานกันเถอะ

  1. ต้องระบุชื่อเรื่อง

แย่ที่สุดคือ ใช้คำว่า “สมัครงาน”  อย่าว่างชื่อเรื่องใน e-mail ไว้ แบบนี้แสดงความไม่รอบคอบที่สุด  แต่ชื่อเรื่องที่ควรระบุเพื่อทำให้ฝ่าย HR ประทับใจ อาจใช้ว่า  สมัครงานตำแหน่ง………….  หรือ ใช้คำว่า ขอความกรุณาพิจารณาใบสมัครตำแหน่ง…………………

  1. เก็บชื่ออีเมล์ที่ดูน่ารักแต่ไร้สาระไปได้เลย

ควรใช้ชื่ออีเมล์ที่ทำให้เราดูน่าเชื่อถือและเป็นมืออาชีพ ซึ่งควรจะมี ชื่อ-นามสกุล ไม่ควรใช้คำที่แสดงออกถึงความน่ารักหรือศัพท์แสลง เพราะถือว่าไม่เป็นทางการ ประเภท Jamenaruk@hotmail.com   หรือ nanlovetoon@hotmail.com ไม่ควรใช้    และอย่าลืมว่าไม่ควรใช้ e-mail ปัจจุบันที่ทำงานอยู่สมัครงานที่ใหม่

  1. ไปลามาไหว้ ก็ยังใช้ได้กับ e-mail

เริ่มต้นจากการเกริ่นแนะนำตัวก่อน แล้วบอกจุดประสงค์  และ สิ่งที่เราต้องการจะสื่อสาร เช่น อยากจะสมัครงานตำแหน่งอะไร  กล่าวถึงสิ่งที่ส่งมาพร้อม e-mail  บอกช่องทางการติดต่อตัวคุณ  อาจระบุข้อความว่าหากผู้รับได้รับแล้วกรุณา Reply หรือ ตอบกลับว่าได้รับ e-mail แล้ว จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง จะทำให้คุณสามารถติดตามความคืบหน้าของการส่ง e-mail สมัครงานได้และปิดท้ายด้วยการกล่าวว่า “จึงเรียนมาเพื่อขอความกรุณา”

  1. ชื่อไฟล์ที่แนบไปพร้อม e-mail สะท้อนระบบความคิด

การตั้งชื่อไฟล์สะท้อนให้เห็นว่าคุณมีระบบความคิดอย่างไร เพราะควรตั้งชื่อที่สะท้อนถึงเนื้อหาของเอกสาร และทำให้สืบค้นหาง่าย ตั้งชื่อไฟล์ด้วยความกระชับและชัดเจน หากมีการแก้ไฟล์หลายครั้ง ไม่ควรระบุว่าในชื่อไฟล์ให้ปรากฏต่อสายตาของผู้รับสมัคร เช่น ประวัติ แก้ 2 , เรซูเมล่าสุดแก้แล้ว มันดูลายตา งานมนุษยศาสตร์ แนะนำให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษและหากต้องการให้เอกสารเรียงลำดับควรระบุเลขที่ของเอกสารที่ชื่อไฟล์  เช่น 1_Profile_Somjai  , 2_Docunemt_Somjai  เป็นต้น

เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนกดส่ง  เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดควรอ่านทบทวนข้อความทั้งหมด  ตรวจเช็คตัวสะกด หลักไวยากรณ์ต่างๆ   ต้องตรวจสอบชื่ออีเมล์ของผู้รับให้ดี

 

{ Comments are closed }

หางานด้าน IT ตามแบบฉบับคนหางานยุค 4.0

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัล มีความสำคัญต่อองค์กรเป็นอย่างยิ่ง คนทำงานที่เกี่ยวข้องกับ IT นั้นยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องยากในการหางานแต่ก็อย่าชะล่าใจไปเพราะแม้จะจบด้าน IT มาโดยตรงก็ยังมีคู่แข่งอีกมากนอกจากคนในสายงานเดียวกัน

ยังมีคนที่ข้ามสายงานมาร่วมแข่งขันอีกด้วยเพราเรื่องของเทคโนโลยีและ IT สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นคน หางาน ไอที ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีกับการหางานในยุค 4.0 นี้เช่นกัน

โดยทั่วไปเรามักเห็นการระบุ คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครงานด้าน IT Support ดังนี้   ต้องสามารถแก้ไขปัญหา Computer PC, Notebook, Windows XP หรือ 7, MS Office และโปรแกรมใช้งานทั่วไปในสำนักงานได้ สามารถแก้ไขปัญหา Network พื้นฐาน เช่น LAN, Wifi ได้  มีความสามารถในการทำรายงานสรุปปัญหาและ ให้คำแนะนำการใช้งาน Computer ทั่วไปกับ User ได้  รับผู้จบการศึกษาระดับ ป.ตรี ขึ้นไป ทางด้าน IT หรือที่เกี่ยวข้อง หลากองค์กรยินดีรับนักศึกษาจบใหม่ที่่เคยผ่านการฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับงานด้าน IT  มาแล้ว มีทักษะในการสื่อสารดี มี Service Mind สามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้แรงกดดันได้  ขยัน อดทน แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

รู้แบบนี้แล้วคนที่ต้องการหางานด้าน IT ก็ต้องพยายามระบุ Keyword  ใน  resume  อาทิ คำว่า  Windows XP, Windows 7, MS office, Network และต้องฝึกการเขียนใบสมัคร  เขียนจดหมายแนะนำตัวและเตรียมตัวดีๆให้ได้ใจกรรมการ เรามีคำแนะนำดีๆดังนี้

1) การเขียนศัพท์เทคนิคด้าน IT ด้วยภาษาที่เป็นสากล สื่อความหมายได้ถูกต้อง และต้องสะกดให้ถูกต้อง

2) การใส่เงินเดือนที่ต้องการ สิ่งนี้เป็นการบ้านที่คุณต้องไปหาข้อมูลว่าในตลาดงานให้เงินเดือนเท่าไหร่ควรใส่เงินเดือนเบื้องต้นตามที่ตลาดงานมีการจ้างกันอยู่ แต่ถ้าคุณมีคุณสมบัติ เช่น เคยรับผิดชอบโปรเจคใหญ่ๆ จะบวกค่าประสบการณ์ ลงไปก็ไม่ผิด

3) อย่าละเลยที่จะระบุตำแหน่งงานปัจจุบัน  เพราะถือเป็นการบอกภูมิหลังที่ดีของคุณ ในส่วนที่ทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับตำแหน่งที่สมัครอยู่แล้วจะเป็นการดี หากไม่เป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่วาคุณจะหมดความหวัง เพรายังมีช่องให้ระบุประสบการณ์ ในส่วนนี้ต้องระบุประสบการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับงาน IT ให้มากที่สุด   กรณีที่จบใหม่สามารถระบุว่าเป็น  “นักศึกษาจบใหม่” ได้นะไม่เสียหาย

4) ควรระบุ Social Media ของคุณลงไปใน Resume ซึ่งอาจไม่ใช้ Account หลักที่ใช้แต่เป็น บัญชีที่คุณใช้ในการนำเสนอมุมมองความคิดหรือสารประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับงานด้าน IT ก้จะดีมากเพราะจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้คุณได้นำเสนอความสามารถของคุณ ยิ่งหากคุณเป็น Blogger ที่มีคนติดตามมากก็ยิ่งการันตีความสามารถของคุณ

5) อย่าตกขบวนการอัพเดทในแวดวง IT ที่ไปอย่างรวดเร็วมาก คุณควรเป็นคนหนึ่งที่รู้การเปลี่ยนแปลงเป็นคนแรกๆไม่อย่างนั้นองค์กรอาจไม่สามารถวางใจให้คุณมาดูแลระบบ IT ขององค์กรได้ อย่างน้อยก็ต้องรับมือกับไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือ เข้าใจ OS ที่หลากหลาย

 

{ Comments are closed }