เมื่อคุณถูกหุ่นยนต์สัมภาษณ์งาน คุณต้องเตรียมตัวอย่างไร

โดยปกตินั้นการสมัครงานถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย อยู่แล้ว มีการแข่งขันมากมายและการสัมภาษณ์งานที่ต้องการผู้ทำงานเพียงคนเดียวขากผู้สมัครงานนับร้อยนั้นสร้างความเครียดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ไม่เพียงผู้สมัครงาน แต่ผู้สัมภาษณ์  กรรมการตัดสิน องค์กรที่จะเป็นผู้จ้างงานเองก็ต่างต้องเครียดที่จะหาคนที่ดีที่สุดมาร่วมงาน

การคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือไม่กี่คนเพื่อเข้ามาสัมภาษณ์เพื่อให้ได้คนที่มีคุณสมบัติตรงความต้องการมากที่สุด สร้างความปวดหัวให้กับผู้เกี่ยวข้อง จึงเกิดเป็นแนวคิดในการนำเอา AI อย่าง HireVue มาช่วยคัดกรองผู้สมัครจำนวนหลายคนในเวลาพร้อมกัน

HIrevue

HI revue เป็น AI รูปแบบหนึ่งที่เข้ามาช่วยในการสังเกตการณ์ผู้สมัครงานในเวลาเข้ารับการสัมภาษณ์งาน โดย HI revue จะช่วยจับภาพใบหน้าตอนสัมภาษณ์งาน และจะจับคู่กับงานที่เหมาะสมให้กับผู้สมัครงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ว่าไปแล้ว HireVue ก็คือแพลตฟอร์มการสัมภาษณ์ด้วยวิดีโอ โดย AI 0tดึงข้อมูลกว่า 25,000 จุดบนใบหน้า ของผู้สมัครงาน เช่น ภาษากาย การแสดงสีหน้าและอารมณ์ การตอบสนองต่อการสัมภาษณ์ น้ำเสียงที่ใช้ มาประมวลผล ว่าผู้สมัครคนไหนเหมาะกับตำแหน่งว่างมากที่สุด กระบวนการนี้จะช่วยทุ่นเวลาให้กับฝ่าย HR และทำได้แม่นยำเพราะไม่มีการนำความรู้สึกหรืออคติเข้ามาเกี่ยวข้อง

HireVue ไม่ได้ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบ real-time แต่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครอัดวิดีโอตอบคำถามสัมภาษณ์ส่งเข้ามา สามารถส่งเข้ามากี่ครั้งก็ได้ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานระบบนี้ที่อเมริกาแล้วกว่า 4 ล้านรายที่เข้ามารับการสัมภาษณ์

ยังถือว่าเป็นการเปิดช่องให้คนสมัครงานสามารถเตรียมตัวในการรับการทดสอบได้ แต่ต่อไปเมื่อมีการนำหุ่นยนต์มาสัมภาษณ์งานแบบตัวต่อตัวโดยไม่มีเวลาให้คนเตรียมตัวคนจะทำอย่างไร

HIrevue

สิ่งที่จะแนะนำได้คือการเตรียมตัวอยู่เสมอ สร้างตัวเองให้มีทักษะที่ดีพร้อมต่อการทำงานให้มากที่สุด ฝึกซ้อมการแสดงออกทางอารมณ์ที่เป็นธรรมชาติ ฝึกการอยู่ร่วมกับ AI ให้มากขึ้น ให้ AI เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น

ในส่วนขององค์กรเองนั้นหากจะนำ AI มาใช้ในการสัมภาษณ์งานต้องเข้าใจก่อนว่าการทำงานของ AI นั้นสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรหรือไม่โปรแกรมที่มีการติดตั้งให้ AI ประมวลผลนั้นตรงกับที่องค์กรต้องการใช้เพื่อคัดเลือกคนหรือไม่การลงทุนมีความคุ้มค่าหรือไม่ ลักษณะงานขององค์กรต้องพิจารณาโดยการใช้ทัศนคติจากมนุษย์จริงๆหรือไม่เพราะไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีจะสามารถนำมาใช้ได้อย่างง่ายดายหากขาดความเข้าใจ ในทางตรงกันข้ามอาจสิ้นเลืองไม่สามารถคัดคนตามที่ต้องการได้

เราเห็นข่าวการเข้ามาทำหน้าที่เสมือนเป็นคนของ AI หนาหูขึ้นทุกวันคงไม่เกินจริงถ้าเราจะบอกว่าวันนึงคุณอาจมีเพื่อร่วมงานที่นั่นโต๊ะข้างๆเป็นหุ่นยนต์ อย่าลืมทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ของคุณนะ

{ Comments are closed }

จบแล้วหางานเลย หรือ เอ่อระเหยสักพัก จึงตั้งหลักดี

เราคงไม่อาจฟันธงว่าจบแล้วสมัครงานเลย หรือ จะทำอะไรที่อยากทำก่อนจึงตั้งหลักสมัครงาน  อะไรดีกว่ากันเพราะแต่ละคนมีจุดมุ่งหมายและข้อจำกัดที่ต่างกันออกไป แต่เราจะขอนำเสนออีกมุมหนึ่งที่เด็กจบใหม่อาจจะนำไปเป็นแนวทาง ว่าเมื่อเรียนจบแล้วสิ่งที่น่าสนใจจะทำก่อนการสมัครงานมีอะไรบ้างส่วนใครจะเลือกไปใช้อันนี้ขอให้พิจารณาความพร้อมของตัวเองเป็นหลักจ้า

อย่างแรก  เรียนรู้เสียงของหัวใจตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก  บางคนลืมตั้งคำถามนี้ตลอดเวลาที่เรียนมา 4-6 ปี การรู้สิ่งที่ตัวเองชอบ ไม่ชอบ ตลอดทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง จะทำให้สามารถพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น และรู้ว่าคุณเหมาะกับงานที่อยากทำไหม ถ้ายังจะทำยังไงให้สามารถมีทักษะความสามารถนั้นๆเพื่อจะได้ไม่ผิดหวังเมื่อไปสมัครงาน  คนที่ข้ามขั้นตอนนี้ไปมักพบเจอกับสิ่งที่คุณจะทรมานในชีวิตการทำงานที่ไม่ตรงจริต

ตั้งธงในใจว่าบริษัทหรือประเภทงานไหนที่คุณอยากเข้าไปมีส่วนร่วม ควรทำตั้งแต่ยังเรียนไม่จบก่อนที่จะมาเจอโลกความเป็นจริง  ควรไปหาทำงาน Part-time ที่เกี่ยวข้องทำ  หรือถ้ามันข้ามเวลานั้นมาแล้วใช้ช่วงเวลาที่เพิ่งจบนี้ละสมัครทำงานในลักษณะที่ไม่ใช่งานประจำในหลายๆที่ก่อนเลือกที่จะสมัครที่ที่คุณสนใจ การมองหาองค์กรที่คิดว่าเหมาะกับตัวเอง อย่าเน้นเพียงแค่เงินเดือน  แต่มองหาว่าคุณจะเข้าไปเป็นส่วนที่ทำให้องค์กรนั้นขับเคลื่อนได้อย่างไรจะดีกว่า อย่าให้ไฟแห่งการทำงานของคุณมอบลงเพราะเงินเพียงตัวเดียว    อย่าฝันว่าฉันจะเข้าบริษัทยักษ์ใหญ่ เงินเดือนสูง อย่างเดียว ลองทำงนกับองค์กรเล็กๆที่คุณจะได้เรียนรู้หลายๆสิ่งก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย   แต่จำไว้การเข้าไปทดลองแล้วลาออกบ่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องดี

หาประสบการณ์ที่ยังไม่เคยเจอ เช่น การไปเมืองนอกคนเดียวในดินแดนที่ต่างวัฒนธรรม ไปเรียนรู้คนในโลกอีกมุมที่มีความคิดอ่านต่างจากคุณ ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ในดินแดนที่คุณต้องเอาตัวรอดเป็นการฝึกการอยู่กับคน ในสังคมที่ดี ว่าแต่เงินที่จะเอาไปเมืองนอกนั้นมาจากไหน ควรไม่เป็นภาระของพ่อแม่นะ ควรมาจากการเก็บของคุณเอง คิดง่ายๆนะ ถ้าเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี เท่ากับ 365*4  = 1460 วัน เก็บเงินวันละ 20 บาท ได้เงิน  29,200 บาท เงินนี้สามารถไป ญี่ปุ่น ไต้หวัน  ฮ่องกง  หรือ ยุโรปแบบประหยัดได้เลยนะ

ทำงานอาสาให้รู้จักการแบ่งปันเป็นอีกหนึ่งอย่างที่อยากให้คนรุ่นใหม่ได้ลองเข้าไปมีประสบการณ์แม้ว่าในการสมัครงานนั้นถ้าคุณสามารถเข้าไปสู่องค์กรที่มีการทำ CSR คุณจะได้มีโอกาสช่วยสังคมแต่มันคงต่างกันเพราะนี้คือการทำงานอาสาตามที่คุณสนใจ การที่เรามีโอกาสทางการศึกษาจบมหาวิทยาลัย จบในระดับอุดมศึกษาเรานั้นได้รับโอกาสทางสังคมแล้วหยิบยื่นโอกาสให้สังคมบ้างน่าจะเป็นการยกระดับจิตใจของเรานะ

{ Comments are closed }

มาส่อง CV รูปแบบใหม่สุดไฉไล คนหางานห้ามพลาด

ก่อนจะเข้าเรื่องมาดูกันก่อน ว่า Curriculum Vitae (CV) และ Resume คอสิ่งเดียวกันไหมเพื่อกันความงง ว่าไปแล้วคือทั้งสองสิ่งมีความหมายเหมือนกัน  เป็นการบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตหรือประวัติส่วนตัวโดยสังเขปของผู้สมัครงาน  แต่ต่างกันในบางรายละเอียดคือ

การเขียน CV นั้น จะต้องใส่ข้อมูลในเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติการศึกษาและการทำงานต่างๆ มักมีความยาวตั้งแต่ 2 หน้ากระดาษขึ้นไป ส่วน Resume นั้นเปรียบเหมือนเค้าโครงย่อของ CV เอาเป็นว่าในที่นี่เราจะมาพูดเจาะไปที่ตัว CV กันนะ โยที่อยากจะชวนคุยถึงรูปแบบการทำ CV ให้น่าสนใจ เราจะเห็นว่าทุกวันนี้การเสนอข้อมูลด้วยภาพอย่าง Infographic  ได้รับความนิยมมากเพราะสื่อความได้ดี ดังนั้นเราจึงควรนำไปประยุกต์ใช้

              โดยขอนำเสนอเว็บไซต์ canva.com ที่จะช่วยให้การเขียน CV หรือ Resume นั้นน่าสนใจขึ้นมาก โดยสามารถคลิกเลือกธีม ที่เราต้องการ สร้างความโดดเด่นน่าสนใจได้ดีมาก สามารถตกแต่งได้ทั้งพื้นหลัง รูปแบบตัวอักษร

 

ในการสร้าง CV ต้องดูความเหมาะสมของตำแหน่งงานและบริษัทที่เราสมัคร ถ้าเราสมัครงานด้านกราฟฟิค ด้านไอที สามารถใช้รูปแบบที่มีสีสันได้เลย  แต่ถ้าสมัครตำแหน่งที่อาวุโสควรจะเลือกให้รูปแบบมีความสุภาพสื่อถึงความเป็นมืออาชีพ  ในการกรอกข้อมูลควรจะมีข้อมูลที่โดดเด่น มากกว่าจะพรรณนาความ

www.canva.com สามารถเลือกประเภทของรูปแบบและขนาดตัวอักษร การจัดวางพื้นฐานต่างๆ ได้ดีเลยมีลูกเล่นหลากหลาย ใช้งานง่ายทำได้รวดเร็ว  เมื่อระบุข้อมูลของลงไปจนครบ และเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถกดดาวน์โหลดออกมาโดยจะเลือกเป็นไฟล์ JPG, PNG และ PDF ก็ได้

นอกจากเครื่องมือที่เป็นตัวช่วยดีๆแล้วยังมีทริคง่ายๆมาบอกต่อเพื่อทำให้ CV รูปแบบใหม่มีความน่าสนใจ  มีอะไรมาไล่ดูกัน

  1. เริ่มจากเลิกแนบภาพถ่ายไร้ชีวิตชีวา ควรแนบรูปถ่ายชุดสุภาพที่มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม หรือรูปที่ทำให้เห็นคุณในการทำกิจกรรมต่างๆเพิ่มไปด้วย
  2. การเริ่มจากการเล่าประวัติส่วนตัวให้น่าติดตาม โดย ควรโฟกัสว่า เคยทำงานกับใคร ได้รางวัลอะไรมาบ้าง
  3. ทำกราฟหรือใช้รูปในการสื่อความสามารถของคุณจะทำให้น่าสนใจกว่าการเขียนบรรยายปกติ
  4. อย่าให้ CV ยาวเกิน 2 หน้ากระดาษดังนั้นใส่รายละเอียดแค่ส่วนที่โดดเด่นของเราก็พอ ที่เหลือถ้าเขาอยากรู้ จึงค่อยนำเสนอตอนไปสัมภาษณ์
  5. อย่าเอาญาติพี่น้องที่นามสกุลเดียวกันมาเป็นบุคคลที่สามารถอ้างอิงได้เพราะมันขาดความน่าเชื่อถือควรเป็นผู้บังคับบัญชาเก่า หรือ อาจารย์ที่สอนคุณมา
  6. อย่าเขียนชื่อบริษัทที่คุณต้องการสมัครงานผิดโดยเด็ดขาด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลายองค์กรให้ความสำคัญไม่เพียงแต่สะกดถูกแต่ต้องดูรูปแบบว่าเขาใช้ตัวพิมพ์เล็กหรือใหญ่ในการเขียนกรณีเป็นภาษาอังกฤษและอย่าลืมต้องใช้ชื่อองค์กรที่เป็นทางการเท่านั้น

{ Comments are closed }

เทคนิคการส่งใบสมัครงานอย่างไรให้ถูกเรียกไปสัมภาษณ์

คนสมัครงานทุกคนรู้จักResume   แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ใส่ใจกับการทำ Resume และคนที่ขาดความใส่ใจนั่นเองที่มักไม่ได้ถูกเรียกไปสัมภาษณ์งาน เท่ากับว่าเป็นการปิดโอกาสให้การสมัครงานของคุณหมดหวังไปเลย  การเขียนประวัติส่วนตัวโดยย่อ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน รวมทั้งความถนัด ความสามารถพิเศษ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สมัคร ถือเป็นการเขียน Resume ที่ดี  และจะดีมากขึ้นหากคุณสามารถที่จะส่งใบสมัครงานและ Resume ที่ดึงดูดความสนใจของฝ่ายบุคคลได้เพราะนั่นคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสมัครงานของคุณ

องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ใบสมัครของคุณมีความสมบูรณ์และน่าสนใจคือ การดำเนินการตามหลักการ ชัดเจน กระชับ โฟกัส และมีลูกเล่น ทำได้อย่างไรมาดูเลย

ประการแรกส่วนของข้อมูลส่วนตัว ถือเป็นส่วนที่สำคัญ  ต้องประกอบด้วย  รูปภาพใบหน้าตรงชัดเจน และแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ระบุเบอร์โทรศัพท์ อีเมล นำเสนอประวัติการศึกษา  ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลติดต่อกลับทั้งเบอร์โทรศัพท์ และอีเมล  การตั้งชื่ออีเมลก็มีความสำคัญ ควรตั้งใหเป็รทางการ เช่น ชื่อ_นามสกุล@aaa.com อย่างใช้ข้อความเช่น ABnaruk@aaa.com  nanlovetum@aaa.com

บอกเล่าประสบการณ์การทำงานอย่างเป็นระบบ เรียบเรียงข้อมูลจากปัจจุบันไปหาอดีตระบุได้ว่าเคยทำงานที่ไหนมาบ้าง บอกถึงขอบเขตหน้าที่ที่รับผิดชอบ และการอบรมที่เคยเข้าร่วม กรณีนักศึกษาจบใหม่ ควรระบุกิจกรรมที่เคยทำสมัยเรียน เช่น อาสาสมัคร การออกค่าย การฝึกงาน ตลอดจนการทำงานล่วงเวลา (Part-Time)

บอกเล่าอย่างเจาะประเด็นให้ชัดเจน โดยระบุทักษะและความสามารถใน Resume บอกจุดเด่นออกมาให้มากที่สุด โดยเฉพาะทักษะที่จำเป็นในตำแหน่งที่สมัครงาน  จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานมากขึ้น เช่นความสามารถทางภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ การใช้เทคโนโลยี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์เป็นต้น

ระบุจุดมุ่งหมายในอาชีพที่ชัดเจน  และแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับตำแหน่งที่สมัครงาน  เชน ในระยะยาวในช่วงเวลา 3-5 ปีคุณจะสร้างผลงานและขับเคลื่อนองค์กรได้ต่อไปอย่างไร ในระยะสั้นคุณจะแสดงผลงานอะไรให้กับองค์กร

อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนมองข้าม คือ การตั้งชื่อและการสร้างไฟล์  ซึ่งแสดงถึงความมีระบบระเบียบของคุณ ชื่อไฟล์ที่ดีคือ  Resume_ชื่อของคุณ หรือ ใบสมัคร_ตำแหน่งที่สมัคร_ชื่อของคุณ ส่วนเอกสารประกอบต่างๆ ใช้ชื่อว่า เอกสารประกอบ 1_ชื่อเอกสาร_ชื่อของคุณ ไล่ไป เอกสารประกอบ 2,3,4 ….

ในการส่งใบสมัครและ Resume ควรที่จะมีจดหมายนำส่งทั้งการส่งไปรษณีย์หรือจัดส่งเข้าไปเป็นไฟล์เพื่อแจ้งให้ผู้รับเอกสารทราบว่าคุณมีความประสงค์อะไร มันแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของคุณด้วย

อย่าลืมที่จะตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งหมด เช่นการรับรองสำเนาเอกสาร การสะกดคำ ความครบถ้วนของเอกสาร  หากส่งเป็นไฟล์ควรจัดทำเป็นไฟล์ PDF  เพื่อป้องกันความคาดเคลื่อน

{ Comments are closed }

งานราชการ ยังเป็นที่ต้องการของคนหางานยุคใหม่ใช่หรือไม่

ถ้าเราพูดถึงอาชีพรับราชการ จะมีทั้งคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสมัครงานในตำแหน่งข้าราชการ หรือ พนักงานราชการเพื่อทำงานเกี่ยวกับวงการราชการ แต่ก็จะมีเด็กรุ่นใหม่อีกกลุ่มหนึ่งที่จะปฏิเสธการทำงานในระบบราชการ ถ้าถามด้วยคำถามที่ว่าคนรุ่นใหม่ยังอยากรับราชการอยู่ไหม ตอบได้ว่ายังอยากที่จะเข้าไปทำงานในระบบราชการและเรียกตัวเองว่าข้าราชการ จากตัวเลขผู้สมัครงานราชการจำนวนมากเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นว่างานราชการไม่ได้ถูกปฏิเสธจากคนรุ่นใหม่

แม้ว่าค่านิยมในการสนับสนุนให้ลูกหลายทำงานราชการอาจจะลดลงไปบ้างแต่ต้องบอกว่ายังคงเป็นความคาดหวังของพ่อแม่หลายคนที่จะเห็นลูกมีความมั่นคงในอาชีพ และรายได้ด้วยการทำงานราชการ แม้สังคมโลกที่เปิดกว้าง ทำให้ค่านิยมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป มองหาความก้าวหน้า ความท้าทาย ในรูปแบบการทำงานอื่นๆก็ตาม  อย่างไรก็ตามการทำงานราชการยังคงเป็นที่ต้องการและมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดให้ผู้คนมาสมัครงานจำนวนหลายแสนคน เรามาดูข้อดีของงานราชการกันสักหน่อย

ประการแรกเลยคือ ให้ความมั่นคงในชีวิต สามารถรับราชการได้เป็นระยะเวลานานกว่าเอกชน ไม่เสี่ยงต่อการเลิกกิจการเพราะไม่มีเงินลงทุนต่อ  ไม่เสี่ยงกับการถูกไล่ออก หากไม่ทำผิดวินัยที่ร้ายแรงมากๆ เมื่อถึงวัยเกษียณก็ยังมีเงินบำเหน็จบำนาญ

สวัสดิการที่ให้ครอบคลุมคนในครอบครัว  เวลาเจ็บป่วยสามารถเบิกค่ารักพยาบาล ไม่ต้องจ่ายเงินสดเลย มีเงินช่วยค่าเล่าเรียนบุตรมี  เงินเบี้ยเลี้ยงค่าเดินทางไปต่างจังหวัด  เบิกค่าที่พักเวลาไปทำงานได้  มีเงินค่าเบี้ยประชุม มีบ้านพัก ทายาทและคู่สมรสของเราจะได้รับเงินตกทอดเมื่อข้าราชการเสียชีวิตลงได้รับความบรรเทาความเดือนร้อนลงได้มาก

อนาคตมีความก้าวหน้าทำงานไปเรื่อๆยจะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไปมีผู้ใต้บังคับบัญชา ได้ความรู้สึกในการเป็นผู้นำ  และได้รับการยอมรับจากสังคม มีคนนับหน้าถือตา เป็นค่านิยมของสังคมไทยที่ฝังลึกมานาน

การเงิน มีความมั่นคง รับเงินเดือนในอัตราสูงขึ้นในแต่ละปีอย่างแน่นอน  สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้และสินเชื้อดอกเบี้ยต่ำได้ง่าย มีความน่าเชื่อถือสามารถกู้เงินได้มาก

โดยภาพรวมคนรุ่นใหม่จึงยังคงมุ่งมั่นในการสมัครงานราชการอยู่เป็นจำนวนมากอัตราการแข่งขันสูงมากเช่น 1: 1000  เพราะตำแหน่งงานมันจะสามารถเปิดได้เมื่อมีคนเกษียณและมีการเลื่อนตำแหน่งของผู้ทำงานอยู่ก่อนขึ้นไปรับตำแหน่งใหม่ ต้องรอจนตำแหน่งว่าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนรุ่นใหม่ที่อยากทำงานราชการลดละความพยายามลงเลยบางคนสอบอยู่หลายปีแม้ไปทำงานเอกชนก็ยังหวนมาสอบราชการอยู่เสมอ มีการลงทุนในการติวการเตรียมสอบต่างๆนานๆ ใครชอบงานราชการหรืองานเอกชนก็สามารถทำอย่างที่ชอบได้ขอให้เลี้ยงตัวเองได้และทำประโยชน์ให้กับประเทศเท่านั้นถือว่าดี

{ Comments are closed }

ทำตัวให้งานวิ่งเข้ามาหาดีกว่าตั้งหน้าตั้งตาหางานหว่านทั่วทิศ

หลายคนมุ่งที่จะสมัครงานโดยการหว่านไปสมัครไปทั่วอย่างไร้ทิศทางเมื่อไม่ได้รับการติดต่อกลับหรือได้รับการติดต่อจากองค์กรที่คุณไม่ต้องการ ตำแหน่งงานไม่ตรงกับความสนใจก็ทำให้ท้อใจ และกลัวการสมัครงานไปเลย จะดีกว่าไหมหากคุณตั้งสติและหยุดสมัครงาน !!!!

ได้ยินแบบนี้หลายคนคงค้านในใจว่าจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ก็ไม่ได้งานกันพอดีอยากได้งานไม่สมัครงานบ้าไปแล้ว ไม่บ้าหรอกแต่เราอยากให้คุณเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองโดยการทำให้คุณมีความสามารถที่มากขึ้นหนีการเป็นตัวเลือกแต่จะกลายเป็นคนได้เลือกงานต่างหากละ ที่ว่ามาทำได้จริง ทำยังไงมาดูเลย

ทักษะที่องค์กรต้องการในตัวผู้ทำงานในปัจจุบันคือ    ทักษะการคิดและการประยุกต์ใช้ (Thinking of Development & Applied)  ทักษะการคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน (Creative Positive Working) ทักษะในการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ (Communication & Connection)  ทักษะการบริหารทั้งเวลา (Time Management)  ทักษะการคิดเพื่อแก้ปัญหาและการตัดสินใจ (Problem Solving & Decision Making)  คุณถามตัวเองสิว่ามีแล้วหรือยัง หากยังจงไปแสวงหาทักษะเหล่านี้เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองทั้งจากการศึกษาด้วยตัวเองและศึกษาจากผู้รู้ แม้ต้องลงทุนแต่รับรองว่าคุ้มค่า ในการทำให้คุณมีความโดดเด่นแตกต่างจากผู้หางานทั่วไป

องค์กรยุคใหม่ให้ความสำคัญกับบุคลากรที่มีความสามารถสูงหรืออกลุ่ม Talent Worker  บุคคลเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญขององค์กรที่เติบโตไปพร้อมกับองค์กรต่อไปในอนาคต คุณจึงต้องทำตัวให้พร้อมในการเป็นคนที่จะถูกเลือก ยอกจากทักษะที่กล่าวมาแล้วยังต้องมีการพัฒนาตัวเองในเรื่องของ       การพัฒนาตัวเองด้วยตัวเอง (Self-Development)   การทำงานเชิงรุกอย่างสร้างสรรค์ (Proactive Work)   การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Team Learning)

การแสดงให้เห็นว่าคุณคือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คือการคิดที่ออกนอกกรอบ ไม่ยึดติดกับเรื่องเดิมๆ สามารถการแก้ปัญหา ได้ดี องค์กรจะมองคุณเป็นคนแรกๆที่องค์กรต้องการ   รวมทั้งอย่าลืมที่จะพัฒนาตัวเองให้มี 5 Q  คือ IQ: ทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างฉลาด   EQ: การจัดการอารมณ์เชิงลบของตัวเอง AQ: การเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาสที่ท้าทาย   OQ: การแสดงผลงานที่มีคุณค่า  SQ: การเป็นบุคคลที่มีจริยธรรมอันดี

เมื่อคุณมีความพร้อมในทักษะที่กล่าวมาแล้วหาพื้นที่แสดงออกอย่างต่อเนื่อง การใช้ Social Media แสดงความคิดเห็นความสามารถของคุณสามารถทำได้ เมื่อมีคนเห็นความสามารถของคุณแล้วโอกาสที่งานดีๆจะเข้ามาหาคุณจะมีมากกว่า อันที่จริงนักศึกษาควรที่จะฝึกตัวเองตั้งแต่ตอนที่ยังเรียนอยู่เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลามาฝึกฝนอีกเมื่อจบแล้ว แต่ถ้าคุณไม่ได้ฝึกฝนมาก่อนลองให้เวลาตัวเองอีกสักนิดเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะสมัครงานไม่สายเกินไปหรอกดีกว่าจะดันทุรังหางานที่คุณไม่ต้องการทำต่อไป

{ Comments are closed }

อาชีพที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล อีกทางเลือกการหางานของคนรุ่นใหม่

ตลาดงานในปัจจุบันมีอาชีพที่แต่เดิมไม่เคยมีเพราะอะไรนะหรือก็เพราว่าโลกของการทำงานในปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว คนหางานก็ควรที่จะหาข้อมูลประกอบการสมัครงาน คุณเชื่อไหมว่าถ้าคุณมีข้อมูลที่ดีการสมัครงานของคุณอาจเปลี่ยนรูปแบบไปเลย เพราะไม่ต้องไปมุ่งแข่งในตลาดงานเดิมๆอีกต่อไปแล้ว มามุ่งพัฒนาตัวเองเพื่อให้แข่งขันในการตลาดงานอย่างอาชีพใหม่ๆที่เกิดขึ้นจะดีกว่า แล้วการสมัครงานของคุณจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เรามาดู  อาชีพที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล เพื่อเป็นอีกทางเลือกการหางานของคนรุ่นใหม่กันดีกว่า

อาชีพที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล

Mobile Application Developer การปรับเปลี่ยนธุรกิจมาสู่โลกดิจิทัลที่รองรับพฤติกรรมผู้คนอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้นักพัฒนาเเอฟพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนเป็นที่ต้องการมากขึ้น คุณไม่ต้องจบมาโดยตรงแต่วามารถเรียนรู้ได้ อาชีพนี้ค่าตอบแทนสูงและถูกแย่งชิงตัวมากที่สุดด้วย

Digital Designer คือคนที่ออกเเบบทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้สามารถนำไปวางและใช้สื่อสารบนโลกดิจิทัล เช่น Website Banner, Digital Ads และสื่อออนไลน์ทุกประเภทเพื่อทำให้ลูกค้าหรือผู้เข้าชมเว็บไซต์เกิดความประทับใจต่อสินค้า

Website Designer การสร้างเว็บไซต์ ที่สวยงาม ใช้งานง่าย เป็นเหมือนหน้าบ้านที่ทำให้คนซื้อกับคนขายมาเจอกันต้องอาศัย Website Designer ที่มีความสามารถ ที่จะเพิ่มประสบการณ์ที่เเปลกใหม่ในเว็บไซต์สำหรับลูกค้าที่และสร้างความประทับใจให้ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาในเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง

Digital Copywriter เหมาะกับคนที่ชอบการเขียน เพราะนี่คือ นักเขียนสื่อออนไลน์เป็นเรื่องที่จะละเลยไม่ได้อย่างเด็ดขาด นักเขียนต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้คนบนโลกออนไลน์ และผลิตเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของคนที่เสพสื่อให้มากที่สุด จับเทรนด์ใหม่ๆ มานำเสนอในมุมมองที่น่าสนใจได้

 

Marketing Analyst ทำหน้าที่วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนเเปลงอยู่เสมอ เพื่อทำให้ธุรกิจ สามารถเเย่งชิงความได้เปรียบและส่วนเเบ่งการตลาดจากคู่เเข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะทำงานร่วมกับ Digital Marketer หรือ นักการตลาดดิจิทัลซึ่งต้องเข้าใจในดารใช้ Social Media / Search Engine Marketing / Email Marketing / การเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมสามารถ การวางเเผนงบการตลาด วางเเผนการจัดทำ Content เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้า

BIG DATA Analyst คือผู้ที่สามารถนำข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูลลูกค้า มีไปวิเคราะห์ด้วย พร้อมและตอบได้ว่าองค์กรควรจัดการกลยุทธ์อย่างไร จะต้องนำความรู้ด้านคณิตศาสตร์ สถิติ มาใช้สำหรับการคำนวณ การพยากรณ์ และการประมาณการต่างๆ เป็นข้อมูลให้กับองค์กร

อีกอาชีพที่กำลังได้รับความนิยมอาจไม่ต้องสมัครงานเพราะคุณคือผู้สร้างมันขึ้นมาคือ  การนำไอเดียใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มาสร้างธุรกิจที่เรียกว่า START UP โดยที่คุณมีฐานะเป็น Founder

{ Comments are closed }

มารู้จัก Headhunter อาชีพนักล่าผู้ตามหากลุ่ม Talent

ในการสมัครงานนั้นบางคนต้องวิ่งเข้าไปหางานในขณะที่บางคนมีคนเอางานมาเสนอให้ถึงที่ คนที่วิ่งเอางานมาเสนอให้คุณถึงที่เราเรียกเขาว่า   Headhunter หรือ  Recruiter เป็นอาชีพที่จัดหาคนให้เหมาะสมกับธุรกิจของลูกค้า ส่วนใหญ่ขนาดใหญ่ ทั้งของไทยและระดับโลกจะใช้บริการ Headhunter  เพื่อหา “คนที่ใช่”

Headhunter จะมองหา  Candidateที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสิ่งที่องค์กรต้องการ หาก เชิญชวน Candidate ให้เข้าทำงานได้สำเร็จก็จะได้รายได้และค่าดำเนินการหลังจากจบภารกิจ Headhunter ชื่อดังในไทย เช่น Adecco, PRTR, Manpower, Kelly

Headhunter มืออาชีพจะเริ่มทำการติต่อไปยังกลุ่ม talent worker ที่ตรงกับความต้องการขององค์กรลูกค้า เพื่อเสนองานใหม่ เรียกได้ว่าตัดขั้นตอนการสมัครงานออกไปเลยเพราคุณคือคนที่ถูกเลือกไปครึ่งตัวแล้ว  คนที่มีโอกาสได้รับข้อเสนอดีๆจาก  Headhunter มีโอกาสที่จะได้งานที่ดีกว่ารายได้ดีกว่าความก้าวหน้าดีกว่า ไม่ต้องไปเสียเวลาล่อนใบสมัครงาน แต่นั่นแปลว่าคุณต้องมีความสามารถเป็นที่ยอมรับ

ทำยังไงดีให้ Headhunter มาตามจีบ มาดูกันเลย

ในยุคนี้ต้องยกให้ การเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในเครือข่ายสังคมมืออาชีพอย่าง LinkedIn และสร้างโปรไฟล์ให้ดูดีน่าเชื่อถือ ต้องยอมรับว่า  LinkedIn.com เป็นสุดยอดเครื่องมือในการที่ Headhunter จะใช้สอดส่องประวัติการทำงานของคุณทำงานยุคใหม่ ถ้าคุณเป็นมืออาชีพที่ยังไม่มีส่วนร่วมกับ LinkedIn รีบเลย

เมื่อได้รับการติดต่อมาแล้ว คุณต้องให้ข้อมูลกับ Headhunter ตามจริง อย่าโกหกมืออาชีพที่จะเก็บรักษาข้อมูลของคุณเป็นอย่างดี และแน่นอนว่า Headhunter จะมีข้อเสนอตามความต้องการของคุณที่ตรงกับองค์กรมาให้คุณเลือกมากมาย การแจ้งข้อมูลเท็จเช่นประสบการณ์ในการทำงานที่เกินจริง  จะช่วยให้การจัดการความต้องการของฝ่ายคนทำงานและนายจ้างตรงกัน อย่าลืมว่าคนกลุ่มนี้คือนักล่ามืออาชีพ อย่าพยายามที่จะโกหกเลยเพราะพวกเขาสามารถทดสอบคุณได้จากการสัมภาษณ์และสามารถรู้ได้ทันทีว่าคุณโกหก ถ้ามีอะไรไม่ตรงมาตรงไปความเสี่ยงในการถูกขึ้น Blacklist มีได้เสมอ เท่ากับปิดโอกาสของตัวเอง

แม้ว่าคุณจะรักในองค์กรเดิม แต่อย่าปิดโอกาสในการรับฟังข้อเสนอและก็ควรถามข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับตัวคุณ อย่าลืมว่าการทำงานนั้นคุณใช้ความสามารถในการทำงานเมื่อมีโอกาสให้พัฒนาความสามารถคุณควรที่จะเรียนรู้โอกาสที่เข้ามาหากพูดคุยแล้วข้อเสนอไม่ตรงกับที่ต้องการบอกกล่าวปฏิเสธไปก็ได้ เช่น ถ้าเขามาจีบให้คุณไปทำงานให้คู่แข่ง อย่างน้อยคุณก็ได้รู้ว่าองค์กรคู่แข่งกำลังขาดคนด้านนี้ หรือ กำลังมีทิศทางการทำงานไปในทางใดถือว่าเป็นข้อมูลประกอบการทำงานในปัจจุบันด้วย

{ Comments are closed }